Sunday, March 18, 2012

แนะนำอาชีพ "ผลิตภัณฑ์สปา"

ทีม “ช่องทางทำกิน” ไปดูโครงการอบรมเกี่ยวกับสปา ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ก็มีข้อมูล “ผลิตภัณฑ์สปา” มานำเสนอให้ลองพิจารณากัน...

คัพเค้ก บาธบอมบ์ และ ชูการ์ สครับ เป็นผลิตภัณฑ์สปา โดยคัพเค้ก บาธบอมบ์ เป็นเกลือฟู่ ใช้สำหรับแช่ตัว แช่เท้า วิธีการใช้คือใส่ลงในอ่างน้ำที่แช่ เกลือจะฟู่มีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย ส่วนด้านบนของผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะเป็นการแต่งหน้าให้สวยงาม โดยมีเนื้อครีมสามารถนำมาลูบไล้ตามตัวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นได้ ซึ่งส่วนผสมในการทำ คัพเค้ก บาธบอมบ์ จำนวน 6 ชิ้น มีดังนี้คือ ผงกรดมะนาว 1 ถ้วย, เกลือเบ๊กกิ้งโซดา 2 ถ้วย, น้ำมันหอมระเหย 5 หยด, สีผสมอาหาร 3-5 หยด, ผงโซเดียมคลอไรด์ซัลเฟต 1 ช้อนชา ถึง 1 ช้อนโต๊ะ (มีคุณสมบัติทำให้มีฟอง) และน้ำยา วิท ฮาเซล (มีคุณสมบัติทำให้จับตัวเป็นก้อน) ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ทำก็มี เครื่องตีแป้ง, ถ้วยพลาสติกใบใหญ่, ถ้วยคัพเค้ก และถุงบีบครีม

วิธีทำ คัพเค้ก บาธบอมบ์ เริ่มจากนำผงกรดมะนาวผสมกับเบ๊กกิ้งโซดาในภาชนะให้เข้ากัน ใส่โซเดียมคลอไรด์ซัลเฟต 1 ช้อนชา ถึง 1 ช้อนโต๊ะ ลงไปคลุกเคล้า จากนั้นค่อย ๆ หยดน้ำมันหอมระเหยและสีผสมอาหารลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยดูว่าความเข้มของสีกำลังดีก็ใช้ได้ เสร็จแล้วค่อย ๆ ฉีดน้ำยา วิท ฮาเซล ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้ส่วนผสมเหนียวติดกัน ฉีดไปนวดไป จนกระทั่งส่วนผสมเหนียวติดกันเป็นก้อน จากนั้นนำส่วนผสมใส่ลงถ้วยคัพเค้กอัดให้แน่น แล้วพักไว้

ต่อไปทำส่วนผสมหน้าบาธบอมบ์ โดยใช้ผงเมอแรง 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลไอซ์ซิ่ง 500 กรัม, ผงไข่ขาว 1/4 ช้อนชา, น้ำอุ่น 15 ช้อนโต๊ะ, สีผสมอาหาร 3-5 หยด (หรือมากกว่านี้ก็ได้) การทำหน้าบาธบอมบ์นั้นทำด้วยเครื่องตีแป้งขนาดเล็ก เริ่มที่นำผงเมอแรงตีผสมกับน้ำอุ่น ค่อย ๆ ตีให้เข้ากัน ใช้ความเร็วไม่แรงมาก ค่อย ๆ เติมผงไข่ขาวและน้ำตาลไอซ์ซิ่งลงไปตีให้เข้ากัน ตีด้วยเครื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้ากัน ถ้าส่วนผสมหนืดมากไปให้ค่อย ๆ เติมน้ำอุ่นลงไป ตีส่วนผสมให้เข้ากันไปเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นก็ค่อย ๆ หยดสีผสมอาหารลงไป ตีจนรู้สึกว่าส่วนผสมเบา ก็ใช้ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาเกือบ 20 นาทีจากนั้นตักส่วนผสมที่ได้ลงในถุงบีบครีม ค่อย ๆ บีบส่วนผสมลงบนบาธบอมบ์ที่ทำไว้ในขั้นตอนแรก วนให้เป็นวง โรยหน้าด้วยเม็ดน้ำตาลแต่งหน้าเค้ก เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ นำบรรจุในกล่องหรือถุงบรรจุภัณฑ์ พร้อมจำหน่าย

ต้นทุน คัพเค้ก บาธบอมบ์ 6 ชิ้น ประมาณ 100 บาท ส่วนราคาขายในท้องตลาดอยู่ที่ 150-300 บาท ต่อ 6 ชิ้น

สำหรับ ชูการ์ สครับ อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สปา เป็นสบู่ที่มีเนื้อน้ำตาลทรายเป็นส่วนผสมด้วย ใช้ทำความสะอาด และสามารถขัดผิวได้ด้วย ซึ่งส่วนผสมก็มีเนื้อสบู่ (แบบขุ่น) 350 กรัม, น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย, โจโจ้บา ออยส์ 100 มิลลิลิตร, วิตามินอี 1/4 ช้อนชา, น้ำมันหอมระเหย 1/4 ช้อนชา (กลิ่นตามชอบ) และสีผสมอาหาร (สีตามชอบ) ส่วนอุปกรณ์การทำก็มี ถ้วย, ช้อนตวง, หม้อตุ๋น หรือไมโครเวฟ, ไม้พาย, มีด และแม่พิมพ์สบู่ทรงสี่เหลี่ยม หรือรูปทรงอื่น ๆ

วิธีทำ ชูการ์ สครับ หั่นเนื้อสบู่เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ นำเนื้อสบู่ที่หั่นแล้วไปหลอมในเตาไมโครเวฟหรือหม้อตุ๋น ซึ่งหากใช้หม้อตุ๋นให้ใช้ไฟอ่อน ให้เนื้อสบู่ค่อย ๆ หลอมละลาย อย่าใช้ไฟแรง เพราะเนื้อสบู่จะไหม้ การหลอมก็ค่อย ๆ ใช้ไม้พายกวน แล้วเติมสี (ตามชอบ) และเติมกลิ่น (ตามชอบ) ตามด้วยวิตามินอี และโจโจ้บาร์ ออยส์ เสร็จแล้วก็เติมน้ำตาลทรายลงไปแล้วคนเร็ว ๆ จากนั้นเทส่วนผสมลงใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ รอให้เย็น บรรจุใส่ถุงตกแต่งให้สวยงาม พร้อมจำหน่าย

ชูการ์ สครับ 1 เซต มี 28 ชิ้น (น้ำหนัก 30 กรัม/ชิ้น) ต้นทุนการทำประมาณ 177 บาท ส่วนราคาขายในท้องตลาดอยู่ที่เซตละประมาณ 500 บาทขึ้นไป

ทั้งนี้ สำหรับวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์สปาทั้งสองอย่างนี้ หาซื้อได้จากร้านค้าวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์สปาในย่านคลองถม กรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2-3 ร้าน

ดร.วินัย อวงพิพัฒน์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ กล่าวไว้ว่า ธุรกิจสปาขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ในสปาจึงเป็นโอกาสในอาชีพอีกอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งใครสนใจอบรมเรื่องสปาและการทำผลิตภัณฑ์สปา ติดต่อสอบถามไปที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ ได้ที่ โทร.0-2287-9600 ต่อ 1205 อีเมล chemistry_rmutk@hotmail.com
http://www.dailynews.co.th/article/384/17664

Friday, March 16, 2012

George Clooney arrested in protest at Sudanese Embassy

WASHINGTON — George Clooney and his father were arrested today during a protest outside the Sudanese Embassy, and the actor said he has asked President Barack Obama to engage China on stopping a humanitarian crisis in northern Africa.

The protesters accuse Sudanese President Omar al-Bashir of provoking a humanitarian crisis and blocking food and aid from entering the Nuba Mountains in the county’s border region with South Sudan.

Clooney, his father, Nick Clooney, and others were arrested after being warned three times not to cross a police line outside the embassy. Those taken into custody included NAACP President Ben Jealous, Martin Luther King III, and actor and comedian Dick Gregory.

Several members of Congress also were arrested, including Massachusetts Reps. James McGovern and John Olver, Texas Rep. Al Green and Rep. Jim Moran of Virginia. They were handcuffed and placed into a U.S. Secret Service van.

The arrests came after Clooney met this week with Obama, testified in the Senate and attended a state dinner for British Prime Minister David Cameron.

Clooney told The Associated Press before he was arrested that he can only hope to draw attention to the crisis in Sudan but that he doesn’t know if any progress has been made. He said he was impressed, though, with Obama’s engagement on the issue.

"It’s amazing to sit down with a world leader who knows all of the intricacies of what’s going on in Sudan," he said.

The actor said he asked Obama to involve China more in pushing for a solution in Sudan. He said international leaders need to "follow the money" flowing to Sudan’s leaders to expose corruption.

"This is a moment where we have a chance to do something because if we don’t, in the next three to four months, there’s going to be a real humanitarian disaster," Clooney said before his arrest.

"It’s such a silly thought to think you’re actually succeeding in any of this," he said. "But if it’s loud enough and you keep making it loud enough at the very least people will know about it, and you can’t say we didn’t know. That’s the first step."

http://www.bostonherald.com/track/celebrity/view.bg?articleid=1061117870&srvc=rss

แนะนำอาชีพ"สบู่ถ่านไม้ไผ่"

ถ่านเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหุงหาอาหารของคนไทย และใช้ดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ด้วย แต่สำหรับถ่านที่เผาจากไม้ไผ่ยังมีคุณสมบัติพิเศษด้านอื่น ผงถ่านจากไม้ไผ่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้ด้วย ซึ่งก็มีการนำมาผ่านกรรมวิธีทำเป็น ’สบู่ถ่านไม้ไผ่“ และเป็นที่นิยมไม่น้อย จนอาจเป็นอีกรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสน ซึ่งทางทีมงานก็มีข้อมูลมานำเสนอ...

ทีม “ช่องทางทำกิน” เดินทางไปกับคณะของ ธ.ก.ส. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ไปดูงานที่ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ที่บ้านพะงุ้น จ.ชุมพร ซึ่งเป็นหนึ่งใน 84 ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. ซึ่งที่บ้านพะงุ้นนี้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรทั่วไปที่เข้าเยี่ยมชมและดูงาน โดยแบ่งเป็นฐานต่าง ๆ เช่น ฐานคนเอาถ่าน และน้ำส้มควันไม้ ธนาคารต้นไม้ ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ เลี้ยงปลา เลี้ยงหมูหลุม ฐานการเพาะเห็ด ซึ่ง “สบู่ถ่านไม้ไผ่” หรือสบู่ผงถ่านไม้ไผ่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในส่วนของกลุ่มที่สอนการทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนที่สามารถทำใช้เองได้ เช่น น้ำยาล้างจาน แชมพูสระผม สบู่

ต้น-อดิศาสินี แก้วนวล วิทยากรกระบวนการศูนย์ ในส่วนของฐานคนมีน้ำยา ซึ่งเป็นวิทยากรสอนเกษตรกรในการทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่สามารถทำเองได้ ให้ข้อมูลว่า สำหรับฐานคนมีน้ำยานี้จะเป็นฐานที่สอนการทำน้ำยาต่าง ๆ ที่สามารถทำใช้เองได้ และสำหรับสบู่ผงถ่านไม้ไผ่ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มทำขึ้นมา

ผงถ่านที่ใช้ทำสบู่นั้นจะเป็นถ่านที่เผาจากไม้ไผ่ โดยต้องใช้ไม้ไผ่ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี เผาด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส จะได้เป็นถ่านคาร์บอนคุณภาพสูง มีคุณสมบัติมากมาย ทั้งป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดูดซับกลิ่นได้ดีกว่าถ่านอื่น ๆ เพราะถ่านไม้ไผ่จะมีโพรงเล็ก ๆ จำนวนมากกว่า โพรงเล็ก ๆ นี้จะดูดซับกลิ่นและความชื้นได้มากกว่า

และเมื่อนำถ่านจากไม้ไผ่มาทำเป็นสบู่โดยผสมเข้ากับสมุนไพรไทยก็จะมีคุณสมบัติมากมาย เช่น กำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และมลพิษที่ตกค้างบนผิวหนัง ช่วยขัดผิว ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ชำระล้างสิ่งสกปรกบริเวณใบหน้า ขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและสิ่งตกค้างต่าง ๆ ตามรูขุมขน แก้ปัญหาสิวเสี้ยน และช่วยขจัดกลิ่นตัว

สำหรับสูตรการทำ “สบู่ถ่านไม้ไผ่” ดูดสารพิษ บำรุงผิวพรรณ ของทางศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. บ้านพะงุ้น ตามสูตรจะมีส่วนผสมที่สำคัญดังนี้คือ... กลีเซอรีน (Soap Bar) 1 กิโลกรัม, น้ำมะขามเปียก 200 กรัม, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ, ผงถ่านไม้ไผ่ที่ผ่านการเผาที่ 1,000 องศาเซลเซียส 4 ช้อนโต๊ะ...

ส่วนอุปกรณ์ในการทำ หลัก ๆ ก็มี... หม้อสเตนเลส, เตาแก๊ส, ไม้พาย, แม่พิมพ์ ฯลฯ

วิธีทำสบู่ถ่านไม้ไผ่เริ่มจาก... นำกลีเซอรีน 1 กิโลกรัม ใส่ลงต้มในหม้อสเตนเลส ใช้ไฟประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้กลีเซอรีนไหม้ จากนั้นก็ใช้ไม้พายทำการคนกวนกลีเซอรีนไปเรื่อย ๆ จนกลีเซอรีนละลายเป็นของเหลว

นำน้ำมะขามเปียกที่ผ่านการกรองแล้ว ประมาณ 200 กรัม ใส่ลงไปในหม้อผสมกับกลีเซอรีน ทำการกวนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็นำผงถ่านมาทำการกรองร่อนด้วยตะแกรงเพื่อให้ได้ผงที่ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ตักใส่ผสมลงไปประมาณ 4 ช้อนโต๊ะ กวนผสมให้เข้ากันเติมน้ำผึ้งผสมลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ทำการกวนไปเรื่อย ๆ (น้ำผึ้งจะไม่ใส่ผสมเยอะเกินไป เพราะถ้าใส่น้ำผึ้งเยอะเกินไปจะทำให้เกิดความชื้น ไม่อิ่มตัว สบู่จะไม่จับเป็นก้อน)

ทำการกวนไปเรื่อย ๆ โดยระยะเวลากวนทั้งหมดตั้งแต่เริ่มทำจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เมื่อน้ำเริ่มแห้ง ดูว่าจะใช้ได้แล้วหรือยังให้สังเกตดูจากน้ำที่กวนอยู่เริ่มเหนียว ก็ลองตักขึ้นมาหยดดูบนกระดาษ ถ้าหากหยดลงไปแล้วสบู่แห้งแข็งเป็นน้ำตาเทียน ก็แสดงว่าใช้ได้แล้ว

เมื่อส่วนผสมได้ที่แล้ว ก็ยกลงมาจากเตา ตั้งพักทิ้งไว้สักครู่ให้ความร้อนลดลง จากนั้นถ้าต้องการที่จะแต่งกลิ่นด้วยน้ำหอมกลิ่นต่าง ๆ ก็ให้หยดน้ำหอมลงไปผสมแล้วทำการคนให้เข้ากันก่อน เมื่อผสมน้ำหอมเรียบร้อยแล้วก็ทำการเทลงแม่พิมพ์รูปแบบต่าง ๆ ที่ต้องการ พักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง สบู่จะแข็งตัว ก็นำออกจากพิมพ์ ห่อบรรจุภัณฑ์ พร้อมขาย

“กลีเซอรีนที่ใช้ทำสบู่ ถ้าใช้ประมาณ 1 กิโลกรัม สามารถผสมทำสบู่ออกมาได้ประมาณ 16 ก้อน แต่ก็อาจได้น้อยหรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับแม่พิมพ์ที่เราใช้ว่าใหญ่หรือเล็กแค่ไหน” ต้นกล่าว

ส่วนราคาขาย “สบู่ถ่านไม้ไผ่” ของทางศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. บ้านพะงุ้น จ.ชุมพร อยู่ที่ก้อนละ 30 บาท มีต้นทุนเฉพาะในส่วนของวัตถุดิบต่าง ๆ ไม่รวมค่าแรงงาน ประมาณ 15 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจ ’สบู่ถ่านไม้ไผ่“ หรือ “สบู่ผงถ่านไม้ไผ่” อยากเรียนรู้ หรือสั่งไปใช้-ไปจำหน่ายเป็น ’ช่องทางทำกิน“ ต้องการติดต่อ ศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส. บ้านพะงุ้น หมู่ 2 อ.สวี จ.ชุมพร โทรศัพท์ติดต่อสอบถามได้ที่ ต้น-อดิศาสินี เบอร์โทรศัพท์ 08-9971-5091, 08-5885-5409.

http://www.dailynews.co.th/article/384/17471

Saturday, March 10, 2012

แนะนำอาชีพ "ขนมเปี๊ยะ"

แนะนำอาชีพ "ขนมเปี๊ยะ" ไม่มีหน้าร้านก็ขายได้
อาชีพอิสระที่ทำงานอยู่กับบ้าน แล้วส่งงานไปตามสถานที่ต่าง ๆ หลายคนอยากทำ แต่คนที่จะทำอย่างนี้ได้นั้นก็ต้องมีฝีมือ กรณีนี้ก็รวมถึงอาชีพการทำขนมขายด้วย อย่างการทำ “ขนมเปี๊ยะ” นี่ก็อยู่ในข่าย ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอให้ลองพิจารณากัน...

กบ-นวรัตน์ กิจชนะถาวร น้องสาวคุณติ๋ม ผู้ทำขนมเปี๊ยะ “เปี๊ยะ by ปิ่งปิ่ง” เล่าให้ว่า ทางครอบครัวถนัดทำอาหาร พอมาถึงรุ่นหลังก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไร พี่สาวกับพี่เขยที่ทำขนมเปี๊ยะขายก็มีอาชีพรับส่งเด็กนักเรียนมานานนับสิบปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำอยู่ แต่เพราะหลังส่งเด็กตอนเช้าก็จะมีช่วงว่าง กว่าจะถึงเวลารับเด็กอีกที ซึ่งอาจจะเพราะซึมซับจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับเป็นคนชอบกินและชอบทำ ช่วงกลางวันทั้งสองจึงมักจะช่วยกันทำขนม ทำของกินเตรียมไว้ให้ลูกหลาน และเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนฝูงพี่น้องและคนรอบข้างได้ชิมกัน จนเขาติดใจต้องออกปากขอซื้อ และสั่งทำเพื่อเอาไปเป็นของฝากของขวัญให้เพื่อนฝูงและญาติพี่น้อง แล้วก็พูดกันปากต่อปาก จนต้องทำขายในที่สุด

“ทำขนมเปี๊ยะที่บ้านแล้วส่งไปขายตามร้านกาแฟและร้านขนมมาหลายปีแล้ว ไม่ได้มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เพราะลำพังขนมเปี๊ยะอย่างเดียวคงไม่พอที่จะจัดหน้าร้านให้สวยงามและชวนซื้อ แต่ขนมเปี๊ยะที่ทำขายกันก็แตกต่างจากขนมเปี๊ยะทั่วไป ทั้งตัวแป้งและไส้ที่หอม รสชาติกลมกล่อมเข้ากันพอดี เป็นสูตรเฉพาะที่พี่สาวและพี่เขยคิดทำขึ้นมา วัตถุดิบที่ใช้จะเลือกคุณภาพเกรดเอ ทุกวันจะมีออร์เดอร์จากหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ สั่งไปใช้ในงานอบรมสัมมนา เป็นอาหารว่างทานกับน้ำชากาแฟ บ้างก็จะสั่งจัดเป็นกระเช้าและกล่องเพื่อใช้เป็นของฝากของขวัญช่วงเทศกาล”

แม้กระบวนการทำขนมเปี๊ยะจะค่อนข้างซับซ้อนยุ่งยาก แต่กบซึ่งรับหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาด บอกว่า ถึงจะทำไม่ง่ายแต่ขนมเปี๊ยะของที่บ้านก็จะทำกันใหม่สดทุกวัน และสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน จะทำไส้เดียวคือถั่วกวน-ไข่เค็ม และจะแพ็กใส่กล่องแบบที่สามารถใส่ในไมโครเวฟได้ เพราะต้องการเน้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการทำ “ขนมเปี๊ยะ” จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเบเกอรี่ทั่วไป

ส่วนผสมที่ใช้การทำตัวแป้งขนมเปี๊ยะ หลัก ๆ ก็มี... แป้งสาลีอเนกประสงค์, น้ำมันพืช, เกลือ, น้ำสะอาด

สำหรับส่วนผสมของไส้ ก็มี... ถั่วเขียวซีก, น้ำตาลทราย, น้ำกะทิ, ไข่เค็ม และไข่แดง

ขั้นตอนการทำก็เหมือนกับการทำขนมเปี๊ยะทั่ว ๆ ไป ก่อนอื่นจะต้องมี “แป้งใน” กับ “แป้งนอก” เริ่มจากต้องนวด “แป้งใน” ก่อน ซึ่งเป็นการนวดผสมระหว่างแป้งสาลี 1 กก. และน้ำมันพืช หรือเนย 400 กรัม เมื่อนวดจนเข้ากันแล้ว ให้แบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ ขนาดหัวแม่มือ เตรียมไว้

ในส่วนของ “แป้งนอก” เป็นการผสมระหว่างแป้งสาลี 1.5 กก., น้ำมันพืช 800 กรัม, น้ำตาลทราย 300-400 กรัม, เกลือนิดหน่อย และน้ำเปล่า 1,100 กรัม นวดด้วยเครื่องให้เข้ากันจนแป้งเนียน แล้วปั้นออกมาเป็นก้อน ๆ ขนาดเท่ากับหัวแม่มือ เช่นเดียวกับแป้งใน

“ไส้ถั่วกวน” ใช้ถั่วเขียวผ่าซีก 1 กก. แช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง (ถ้าแช่น้ำร้อนได้จะดีมากเพราะถั่วจะนิ่ม) แล้วนำไปนึ่งให้สุก จากนั้นบดให้ละเอียด และกวนกับน้ำตาลทราย 700-800 กรัม และกะทิอีก 400 กรัม จนเข้ากัน ส่วน “ไข่เค็ม”
นั้น ใช้ไข่แดงจากไข่เป็ดเค็มนำไปนึ่งให้สุกอีกที

การทำเป็นขนมเปี๊ยะ นำแป้งในและแป้งนอกที่ปั้นเป็นก้อนกลมมารีดออกเป็นแผ่น ๆ วางทับซ้อนกัน โดยแป้งนอกห่อแป้งใน รีดแล้วพับ พับแล้วรีด เพื่อให้เกิดชั้นขึ้นมา เมื่อได้ชั้นตามสมควรแล้วก็ใส่ไส้ถั่วและไข่เค็ม

ใส่ไส้แล้วก็ห่อแป้งปิดให้เรียบร้อย นำเข้าเตาอบ ที่ความร้อน 250 องศาฯ ราว 10 นาที นำออกมาทาไข่แดง แล้วนำเข้าอบต่ออีก 20 นาที ขนมจะสุกได้ที่ จะออกมาเป็นสีเหลืองนวล น่ารับประทาน

ผึ่งให้เย็นด้วยการเป่าพัดลม ก่อนจะแพ็กใส่กล่อง

จากสูตรแป้งขนมเปี๊ยะข้างต้น เป็นสูตรคร่าว ๆ ของการผสมแป้ง ซึ่งในการทำขายนั้น เมื่อนวดแป้งออกมาแล้ว แบ่งสูตรแป้งออกเป็นส่วนละ 550 กรัม จะปั้นเป็นขนมเปี๊ยะได้ประมาณ 120 ชิ้น

ราคาขายนั้น กล่องใหญ่ 22 ชิ้น 140 บาท กล่องเล็ก 13 ชิ้น 80 บาท และกล่องจิ๋ว 4 ชิ้น 25 บาท โดยต้นทุนเฉพาะในส่วนวัตถุดิบจะประมาณ 60% ของราคาขาย

ใครสนใจขนมเปี๊ยะ “เปี๊ยะ by ปิ่งปิ่ง” ต้องการติดต่อกับกบ หรือคุณติ๋ม ซึ่งครอบครัวยังมีการทำ “เค้กกล้วยหอม” ส่งขายด้วย ก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-6615-9775 หรือ 08-1777-4266 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” เกี่ยวกับการทำขนมขาย โดยไม่ต้องลงทุนเปิดร้านเอง ฝึกฝีมือดี ๆ ทำ “ขนมเปี๊ยะ” ขาย ไม่ต้องมีหน้าร้านก็ขายได้!!.

http://www.dailynews.co.th/article/384/16532

Friday, March 9, 2012

แนะนำอาชีพ ‘นาฬิกากล่อง’

อาชีพผลิตสินค้าประเภทของตกแต่ง ของใช้ที่เป็นของประดับด้วยนั้น แม้รายละเอียดบางอย่าง เช่น วัสดุที่ใช้ตกแต่งผลงาน ผู้ผลิตอาจไม่มีความชำนาญ แต่ก็สามารถที่จะใช้วิธีการนำสินค้าที่มีในตลาดอยู่แล้วมาใช้ตกแต่งหรือต่อเติมผลงานของตนได้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลา และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องลงทุนทำทุกอย่างเองได้อีกด้วย อย่างเช่นงานประดิษฐ์ “นาฬิกากล่อง” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้...

“เอกอนันต์ พินัยทรัพย์” ผู้ประดิษฐ์นาฬิกากล่อง เล่าว่า เดิมเป็นพนักงานบริษัททำงานวางระบบคอมพิวเตอร์ให้ภาคเอกชน ต่อมาได้ย้ายไปทำงานเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ก่อนจะลาออกเพื่อมาทำธุรกิจของตนเองเนื่องจากรู้สึกอิ่มตัวกับงานประจำ จึงมาลงทุนเปิดร้านเพื่อจำหน่ายของใช้ของตกแต่งโดยเน้นที่สินค้างานฝีมือและสินค้าโอทอป ต่อมาเกิดความคิดว่าน่าจะลงทุนผลิตสินค้าของตนเองขึ้น โดยส่วนตัวติดใจและชอบเรื่องเวลาในขวดแก้วซึ่งเป็นนิยายชื่อดัง จึงคิดว่าน่าจะผลิตนาฬิกากล่อง เพราะในตลาดยังไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งยังเป็นชิ้นงานที่สามารถต่อยอดออกไปได้อีกมาก

เริ่มผลิตงานเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2554 แต่พอดีติดกับเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ทำให้ต้องหยุดผลิตสินค้าไปชั่วคราว และเพิ่งกลับมาผลิตใหม่ในช่วงต้นปี 2555 ที่ผ่านมา
สำหรับสินค้านั้น เอกอนันต์บอกว่า วัสดุที่นำมาใช้ตกแต่งเป็น “นาฬิกากล่อง” ไม่ได้ผลิตขึ้นมาเองทุกชิ้น แต่ใช้วิธีซื้อวัสดุตกแต่งจากกลุ่มงานฝีมือต่าง ๆ ที่มีผลิตอยู่แล้วทั่วประเทศ นำมาประกอบกันขึ้นเป็นสินค้า ซึ่งหากจะต้องลงทุนกับสินค้าประเภทนี้เองทั้งหมด ต้นทุนก็อาจจะต้องเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งสินค้าลักษณะนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้มีความทันสมัย แตกต่าง หลากหลายอยู่ตลอดเวลาด้วย จึงเลือกใช้วิธีการจ้างผลิตและเลือกซื้อวัสดุตกแต่งที่คิดว่าเหมาะสมกับการนำมาใช้ในการผลิตชิ้นงาน ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มาก และปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ

“ผมได้ไอเดียนี้มาจากตอนที่เปิดร้านจำหน่ายสินค้างานฝีมือและโอทอป ทำให้ทราบว่ามีกลุ่มผลิตงานฝีมืออยู่มากมายทั่วประเทศ และมีหลายเกรดหลายระดับให้เลือกซื้อเลือกใช้ วิธีนี้ดีที่เราไม่ต้องลงทุนทำเองทั้งหมด ทำให้ประหยัดเวลาในการผลิตชิ้นงานได้อีกทางหนึ่งด้วย” ผู้ผลิตนาฬิกากล่องกล่าว

นาฬิกากล่องที่ผลิตขึ้นนั้น รูปแบบสามารถพลิกแพลงต่อยอดออกไปได้เรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ทำ สำหรับนาฬิกากล่องที่เอกอนันต์ผลิตขึ้นมานั้น ปัจจุบันมีอยู่หลากหลายแบบ โดยอาศัยการจำหน่ายผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ ใน www.facebook.com/BPTimeBox69 ซึ่งสินค้าที่ผลิตขึ้นนั้นเอกอนันต์บอกว่า ตอนนี้ลูกค้าสามารถกำหนดหรือเลือกวัสดุสำหรับตกแต่งเองได้บางส่วน โดยอนาคตอาจจะเพิ่มจุดขายโดยการให้ลูกค้าสามารถเลือกหรือกำหนดชิ้นส่วนและวัสดุตกแต่งได้ตามต้องการทุกอย่าง

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคาขาย ที่เริ่มตั้งแต่ราคา 199 บาทขึ้นไป ขึ้นกับขนาดและวัสดุตกแต่ง โดยวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ประกอบด้วย สว่าน (สว่านมือหรือไฟฟ้าก็ได้), ไขควง, กาวลาเท็กซ์, กาวยางน้ำใส, ไม้สำเร็จรูป, พลาสติกใส, ชุดนาฬิกาสำเร็จรูป และวัสดุตกแต่งตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการคิดแบบรูปทรงของนาฬิกาและการเลือกวัสดุที่จะใช้ โดยอาจใช้วิธีวาดแบบร่างคร่าว ๆ ลงบนกระดาษ จากนั้นนำไม้สำเร็จรูปมาตัดขึ้นรูปโครงงานตามที่ได้ออกแบบไว้ ในขั้นตอนนี้จะต้องระมัดระวังในเรื่องของสัดส่วนที่จะประกอบขึ้นเป็นกล่อง เพราะหากสัดส่วนไม่ได้ ก็อาจจะทำให้การประกอบขึ้นรูปเป็นตัวกล่องนาฬิกาไม่ได้รูปทรงและไม่พอดี หรือหากจะเป็นการใช้กล่องจักสานแทนการใช้ไม้สำเร็จรูป ก็ได้

เมื่อได้รูปทรงของกล่องแล้ว ก็เริ่มทำการติดตัวนาฬิกาลงไปตามตำแหน่งที่ต้องการ ขันยึดติดนาฬิกาให้แน่น ตรวจสอบความเรียบร้อยว่านาฬิกาเดินหรือใช้งานได้ปกติหรือไม่ ตรวจสอบเสร็จแล้วจึงทำการตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งที่เตรียมไว้ หรือตกแต่งตามจินตนาการที่ออกแบบไว้ เป็นอันเสร็จขึ้นตอนการทำนาฬิกากล่อง

“ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากซับซ้อน จุดสำคัญเริ่มต้นอยู่ที่การออกแบบมากกว่า ว่าจะดัดแปลงให้นาฬิกากล่องมีหน้าตาออกมาอย่างไร” เอกอนันต์ ผู้ผลิต “นาฬิกากล่อง” กล่าวแนะนำ

ใครสนใจติดต่อเอกอนันต์ ติดต่อได้ที่ โทร.09-0648-4868 หรือที่อีเมล์ bptimebox69@gmail.com ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดของการพลิกแพลงงานประดิษฐ์ ที่ไม่ต้องผลิตหรือทำสินค้าทุกชิ้นส่วนเองทั้งหมด แต่ก็สร้างรายได้ได้น่าสนใจ เป็นอีกกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา.

........................................................................................

คู่มือลงทุน...นาฬิกากล่อง

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป

ทุนวัสดุ ประมาณ 70% ของราคา

รายได้ ราคาชิ้นละ 199 บาทขึ้นไป

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด กลุ่มของใช้-ของตกแต่ง

จุดน่าสนใจ ขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน

http://www.dailynews.co.th/article/384/16414

Sunday, March 4, 2012

แนะนำอาชีพ "ข้าวแช่ชาววัง"

คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” วันนี้ ทางทีมงานมีสูตร “ข้าวแช่ชาววัง” จากงานวัฒนธรรมสัญจร “สืบสาน ตำนานข้าวแช่ (ชาววัง) เมืองเพชร วัฒนธรรมผสมไทย-มอญ ที่ลงตัว” ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 24-25 ก.พ. ที่ จ.เพชรบุรี มาฝากกัน โดยข้าวแช่นี้เป็นอีกหนึ่งอาหารยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน ใครฝึกฝนฝีมือจนทำได้อร่อย ก็อาจสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ...

คุณยายพันธ์ทิพ ศุภจิต วัย 84 ปี ซึ่งสันทัดกรณีเรื่อง “ข้าวแช่ชาววัง” ให้ความรู้ว่า การทำข้าวแช่นั้นต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ หม้อ กระทะ ซึ้ง กระชอน ผ้าขาวบาง ฯลฯ หากซื้อเต็มชุดก็น่าจะใช้งบราว 5,000 บาทขึ้นไป

วิธีทำข้าวแช่ เริ่มที่ทำ “ข้าวสุกที่ใช้ทำข้าวแช่” โดยหุงข้าวด้วยน้ำมาก ๆ (ปัจจุบันใช้ข้าวหอมมะลิ) พอข้าวสุกเป็น “ตากบ” คือยังเป็นไตแข็งข้างในเมล็ด ก็นำมาเทลงกระชอน ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำเย็น แล้ว “ขัดข้าว” โดยใช้มือสองข้างกอบข้าวขึ้นมาสีกันไปมา หรือใช้นิ้วมือถูข้าวไปมาบนตะแกรง ขัดเมล็ดข้าวอย่างเบามือ ให้เมล็ดข้าวเกลี้ยงเกลา ล้างน้ำหลาย ๆ ครั้งจนเห็นว่าน้ำที่ล้างใสดีแล้ว จึงเทข้าวเกลี่ยลงบนผ้าขาว แล้วนำไปนึ่งให้สุกอีกทีหนึ่ง

ต่อไปเป็นการทำ “น้ำข้าวแช่” นำน้ำเปล่ามาอบด้วยเทียนควั่น, ดอกกระดังงา, ดอกมะลิ, ดอกชมนาด และดอกกุหลาบมอญ อย่างน้อย 1 คืน โดยน้ำที่อบจนหอมนี้ให้เก็บในโถกระเบื้องหรือหม้อดินที่มีฝาปิดสนิท เพื่อเก็บกลิ่นหอมไว้

“กับข้าวแช่” จะมีหลายอย่างคือ ลูกกะปิทอด เป็นหัวใจสำคัญของข้าวแช่ชาววัง ข้าวแช่ของใครมีฝีมือก็พิจารณากันที่ลูกกะปิทอดนี่เอง นอกจากนี้ก็มี พริกหยวกสอดไส้, ปลายี่สกผัดหวาน, หมูสับกับปลากุเลา (หรือปลาเค็ม) และที่ลืมไม่ได้เลยสำหรับการทำข้าวแช่คือ ผักสดแกะสลัก ซึ่งกับข้าวแช่ส่วนใหญ่เป็นของทอด ก็จะต้องมีผักที่ให้กลิ่นหอม และออกรสเปรี้ยวและขื่นนิด ๆ ไว้ตัดรส อาทิ แตงกวา, กระชาย, ต้นหอม และพริกชี้ฟ้าสด

สำหรับการทำ ลูกกะปิทอด ส่วนประกอบหลัก ๆ ตามสูตรนี้ก็มี กระชาย 7 ราก, ตะไคร้ 2 ต้น, ข่า 5 แว่น, ผิวมะกรูด 1 ช้อนชา, รากผักชี 1 ช้อนชา, หอมแดง 9 หัว, กระเทียม 10 กลีบ, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ, เนื้อปลาดุกย่าง 1 ตัว, ปลาฉลาดย่าง 2 ตัว, น้ำปลา และน้ำตาล อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 3 ฟอง, แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำก็โขลกกระชาย ตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด รากผักชี หอมแดง กระเทียม ให้ละเอียด ใส่กะปิ เนื้อปลา โขลกให้เข้ากัน ผัดกับหัวกะทิในกระทะใบใหญ่ด้วยไฟอ่อน ๆ ให้หอม ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ผัดจนแห้ง ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ ให้เท่ากัน พักไว้ ตอกไข่ใส่ภาชนะ ตีไข่ให้แตก ใส่แป้ง คนให้เข้ากัน นำกะปิที่ปั้นไว้มาชุบ แล้วนำไปทอดให้เหลือง เป็นอันเสร็จ

พริกหยวกสอดไส้ ตามสูตร ใช้หมูสับ 500 กรัม, กุ้งสับ 10 ตัว, กระเทียมพริกไทยโขลกรวมกัน 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1.5 ช้อนชา, ไข่ไก่ 5 ฟอง และพริกหยวกกับหมูสับพอประมาณ วิธีทำเริ่มจากเคล้าหมู กุ้ง กระเทียม พริกไทย ให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ตอกไข่ 1 ฟองลงไปผสม ปั้นเป็นแท่งยาว ทอดจนสุก แล้วนำไปใส่ในพริกหยวกที่คว้านไส้ออก นึ่งในลังถึงที่น้ำเดือด 5 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น บีบน้ำออกให้หมด พักไว้ ตอกไข่ที่เหลือ ตีพอแตก ใช้มือชุบไข่แล้วโรยไปมาในกระทะที่ตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำมันพอลื่น พอไข่สุกก็ลอกเป็นชิ้น ๆ ใช้ห่อพริกให้รอบ ทำจนครบจำนวนพริกหยวกที่เตรียมไว้

ปลายี่สกผัดหวาน ส่วนประกอบคือเนื้อปลายี่สก และน้ำตาลทราย วิธีทำนำเนื้อปลายี่สกผัดกับน้ำตาลจนเหนียวหนึบ แล้วใช้ปลายส้อมตะกุยแบ่งเป็นคำ จะได้เนื้อปลาเป็นปุย หอมกลิ่นน้ำตาล เคี้ยวสนุกปาก หรือมีอีกเทคนิคหนึ่งคือ ย่างปลายี่สกให้สุกเสียก่อน แล้วยีให้เนื้อเป็นปุย จากนั้นจึงนำไปผัด ต้องผัดให้เหนียวจนปั้นเป็นก้อนได้ถึงจะอร่อย แต่อย่าผัดนานเกินไป จะแข็ง ซึ่งกับข้าวแช่ชนิดนี้เป็นต้นตำรับแบบฉบับข้าวแช่เมืองเพชรบุรี

หมูสับกับปลาเค็ม ส่วนประกอบมี เนื้อหมูติดมัน, ปลาเค็ม, กระเทียม และไข่ไก่ วิธีทำใช้เนื้อหมูติดมันสับละเอียดมาคลุกผสมกับเนื้อปลาเค็มทอดสุกที่ยีเตรียมไว้ ใส่กระเทียมสับปรุงรสให้มีรสเค็มนำ แล้วจึงปั้นเป็นก้อน เล็ก ๆ ก่อน จากนั้นก็นำไปชุบไข่แล้วทอด กับข้าวแช่ชนิดนี้ให้รสเค็มตัดรสกับข้าวแช่อื่น ๆ ที่ให้รสหวานนำ

นอกจากนี้ก็อาจจะมี เนื้อเค็มฝอย ด้วย วิธีทำคือใช้เนื้อเค็มปิ้งให้สุก ฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ แล้วนำไปผัดกับน้ำตาลจนแห้ง โรยหน้าด้วยหอมแดงเจียว ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อวัว ก็เปลี่ยนเป็น “หมูฝอย” แทน

สำหรับวิธีรับประทานข้าวแช่ เริ่มจากนำข้าวใส่น้ำลอยดอกไม้ให้สัดส่วนน้ำมากกว่าข้าว ใส่น้ำแข็งเล็กน้อยพอชื่นใจ เวลาตักกับข้าวใส่ปากแล้วตักข้าวแช่ตามก็จะได้รสชาติทั้งเย็นฉ่ำ และอร่อยกลมกล่อม

ราคาขายข้าวแช่นั้น ในท้องตลาดขายชุดละประมาณ 35 บาทขึ้นไป ซึ่งในแต่ละชุดจะมีข้าวสุก, น้ำข้าวแช่ และกับข้าว 4-5 อย่างประกอบกัน ซึ่งคุณยายพันธ์ทิพบอกว่า หากจัดชุดข้าวแช่แบบเต็มเครื่องราคาจะอยู่ที่ชุดละประมาณ 150-170 บาท โดยมีต้นทุนวัตถุดิบ (ไม่รวมทุนอื่น ๆ) ชุดละประมาณ 50-70 บาท โดยต้นทุนวัตถุดิบข้าวแช่นั้นไม่สูง แต่การทำให้อร่อยก็ต้องใช้ฝีมือ ใช้ความพิถีพิถัน และใช้เวลาในการทำนาน จึงสามารถตั้งราคาขายได้สูงพอสมควร

ที่ว่ามาก็เป็นสูตรการทำ “ข้าวแช่ชาววัง” จากการให้ข้อมูลของ คุณยายพันธ์ทิพ ศุภจิต ใครสนใจก็ลองนำไปฝึกฝนฝีมือกันดู ซึ่งอาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดีก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนอย่างตอนนี้.

http://www.dailynews.co.th/article/384/15437

Friday, March 2, 2012

แนะนำอาชีพ "ตุ๊กตาหน้าล้อเลียน"

อาชีพงานประดิษฐ์ ผลิตงานฝีมือ ทักษะและความรู้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ และยิ่งประกอบเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ก็ยิ่งทำให้เกิดการต่อยอดสินค้าออกไปได้เรื่อย ๆ อย่างการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งในเรื่องการทำตุ๊กตา และด้านศิลปะ มาพัฒนาชิ้นงานจนได้ออกมาเป็น ’ตุ๊กตาหน้าล้อเลียน“ เป็นการนำความรู้ที่มีอยู่ มาสร้างสรรค์งานตัวใหม่ ๆ นี่ก็อาจจะเป็นตัวอย่าง ’ช่องทางทำกิน“ ให้ใครอีกหลายคนได้ลองนำหลักการไปประยุกต์ใช้...

ปิ๋ม-วรรณลักษณ์ วิลาวรรณ มีประสบการณ์ในการทำงานศิลปะ การทำตุ๊กตาผ้า และทำออกจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “pimartshop” มานานหลายปีแล้ว โดยเจ้าตัวเล่าว่า เรื่องของงานประดิษฐ์นั้นเป็นงานที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว และเรียนทางด้านศิลปะมาโดยตรง ซึ่งในช่วงที่ยังเรียนอยู่นั้นก็ทำงานฝีมือออกขายเป็นรายได้เสริม ตอนนั้นทำนาฬิกาแฮนด์เมดที่ทำจากงานไม้ ตัดเป็นรูปแบบต่าง ๆ แต่หลังจากที่เรียนจบก็ไม่ได้ทำงานนาฬิกาต่อ

พอเรียนจบก็หันมาจับทำงานประดิษฐ์พวกดอกไม้ที่เย็บจากผ้า และทำการตกแต่งใส่เป็นกระถางน่ารัก ๆ นอกจากนั้นก็ยังทำสินค้าอย่างการเย็บตุ๊กตาคันทรีดอลล์ เป็น ตุ๊กตาผ้า ที่ตกแต่งใส่เสื้อผ้าสวยงามต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์ โดยรับวาด การ์ตูนล้อเลียน ความคู่กับการทำสินค้าขาย

การที่ทำตุ๊กตาคันทรีดอลล์นั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น เป็นคนที่ชอบงานประดิษฐ์ของญี่ปุ่น เพราะดูแล้วเป็นงานที่สร้างสรรค์และน่ารักอีกด้วย ก็อาศัยดูตามหนังสือ เว็บไซต์ แล้วก็ศึกษาทดลองทำด้วยตัวเอง จนสามารถทำได้สำเร็จ และก็ทำขายมาเรื่อย ๆ

ส่วนการทำ “ตุ๊กตาหน้าล้อเลียน” สร้างสรรค์ขึ้นมาจากการนำศิลปะการทำตุ๊กตาผ้ามาผสมผสานกับงานฝีมือในการวาดภาพล้อเลียน เกิดขึ้นมาจากการที่มีลูกค้ามาสั่งทำตุ๊กตา แต่อยากได้หน้าของตุ๊กตาที่เป็นหน้าของเขาเอง ก็รับทำ ซึ่งครั้งแรกที่ทำให้ลูกค้าก็ยังดูว่างานนั้นยังไม่ลงตัว ยังไม่ดีพอ แต่ก็ได้จุดประกายคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจ จึงเริ่มปรับปรุงแพทเทิร์นของตุ๊กตาให้ลงตัวและได้สัดส่วน ก็ใช้เวลาปรับปรุงพัฒนาอยู่ 2-3 แพทเทิร์น จนได้รูปแบบที่ลงตัว หลังจากนั้นก็รับทำตุ๊กตาหน้าล้อเลียนมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันก็ทำมากว่า 5-6 ปีแล้ว

“การทำตุ๊กตาหน้าล้อเลียนนั้นเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญ ความสามารถในการวาดภาพอยู่บ้าง จึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับมือใหม่ ถ้าเริ่มหัดทำ ทำเป็นงานตุ๊กตาคันทรี
ดอลล์จะง่ายกว่า เพราะไม่ต้องใช้ฝีมือในการวาดภาพ แค่มีใจรัก ตั้งใจ เย็บตุ๊กตาได้ มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเสื้อผ้าให้ออกมาดูสวยงามน่ารัก ก็สามารถทำได้” ปิ๋มกล่าว

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำตุ๊กตาหน้าล้อเลียนนั้น หลัก ๆ มีดังนี้คือ... ผ้าดิบฟอก, ใยสังเคราะห์ (โพลีเอสเตอร์), ไหมพรม, สีอะคริลิก, พู่กัน, อุปกรณ์เย็บผ้า เข็ม ด้าย

การเย็บตุ๊กตานั้น ถ้ามีจักรเย็บผ้าก็ใช้จักรเย็บ จะทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่มีจักรก็สามารถใช้มือเย็บได้ โดยใช้วิธีการเย็บแบบด้นถอยหลัง แต่ก็จะใช้เวลาในการทำนานหน่อย

ขั้นตอนการทำเริ่มจาก...วาดแพทเทิร์นของตุ๊กตาก่อนเป็นอันดับแรก แพทเทิร์นนั้นจะแยกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นส่วนหัวติดกับส่วนตัว ส่วนที่เป็นแขนทั้งสองข้าง และส่วนขาทั้งสองข้าง ที่ต้องทำเป็น 3 ส่วนก็เพราะว่าจะทำให้ตุ๊กตาที่ทำออกมาสามารถขยับแขนและขาได้เป็นอิสระ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ดีกว่าที่จะทำเป็นแพทเทิร์นชิ้นเดียวกันทั้งตัว

เมื่อได้แพทเทิร์นตามที่ต้องการแล้ว ก็นำแพทเทิร์นไปทาบลงบนผ้าดิบ ใช้ดินสอร่างตามแพทเทิร์น ร่างเสร็จก็ใช้กรรไกรตัดตามแบบที่ร่างไว้ ตัดแบบละ 2 ชิ้น โดยการตัดนั้นให้ตัดเผื่อเกินเส้นที่ร่างไว้ เพื่อที่เวลาเย็บจะได้เย็บตามเส้นที่ร่างไว้โดยด้ายไม่หลุด หลังจากตัดแพทเทิร์นเรียบร้อยแล้วก็นำแพทเทิร์นทั้ง 2 ชิ้นที่เป็นส่วนหัวติดกับตัวตุ๊กตามาประกบกัน เย็บให้ติดกันด้วยจักรหรือเย็บมือ เว้นช่องไว้สำหรับยัดใยสังเคราะห์เล็กน้อย จากนั้นก็เย็บส่วนแขน และขาตุ๊กตา

หลังจากเย็บแต่ละแบบเสร็จแล้ว กลับด้านที่เย็บให้เข้าไปไว้ข้างใน ก่อนจะทำการยัดใยสังเคราะห์ การยัดใยสังเคราะห์นั้นให้ยัดพอประมาณ อย่าให้แน่นจนแข็งเกินไปหรือน้อยจนนิ่มเกินไป เพราะจะทำให้ตุ๊กตาไม่สวยงาม เมื่อยัดใยสังเคราะห์เสร็จแล้วก็เย็บปิดรูให้เรียบร้อย จากนั้นก็นำแบบทั้ง 3 ส่วนมาทำการประกอบเข้าด้วยกันโดยใช้ด้ายเย็บติดให้แน่นหนา

ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการเพนท์หน้าลงไปบนหน้าตุ๊กตาตามแบบที่ลูกค้านำรูปมาให้ทำ เมื่อเพนท์เสร็จก็ทำการตัดชุดให้ตุ๊กตาตามแบบที่ลูกค้าสั่งทำ ใส่ชุดให้ตุ๊กตาเสร็จก็เริ่มทำผมของตุ๊กตา โดยใช้ไหมพรมมาทำตามทรงตามแบบที่ลูกค้าต้องการ แล้วนำไปใส่ตุ๊กตา ทำการเย็บติดให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอน พร้อมจำหน่ายให้ลูกค้า

“ตุ๊กตาหน้าล้อเลียน” ของปิ๋ม-วรรณลักษณ์ มีหลายขนาดหลายไซซ์มีตั้งแต่ไซซ์ S สูง 11 นิ้ว ราคา 450 บาท, ไซซ์M สูง 14 นิ้ว ราคา 550 บาท, ไซซ์ L สูง 18 นิ้ว ราคา 650 บาท, ไซซ์ EXTRA สูง 21 นิ้ว ราคา 850 บาท นอกจากนั้นยังมีสินค้าอื่น ๆ ที่เป็นงานแฮนด์เมด อีกหลากหลาย ทั้งตุ๊กตาคันทรีดอลล์ กระเป๋า ฯลฯ

ใครสนใจ ’ตุ๊กตาหน้าล้อเลียน“ ที่ว่ามา สามารถเข้าไปดูตัวอย่างงานได้ที่ www.wix.com/pimartshop/pim#! และ www.facebook.com/pim artshop หรือต้องการสั่งทำ ต้องการพูดคุยสอบถามกับเจ้าของกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ รายนี้ ก็ติดต่อไปได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 08-1644-7822 หรือทางอีเมล pimartshop@hotmail.com

http://www.dailynews.co.th/article/384/15250

Saturday, February 25, 2012

แนะนำอาชีพ ‘เมนูปลานิล’

“ปลานิล” เป็นพันธุ์ปลาที่ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอากิฮิโต แห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งมาทูลฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 50 ตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยเลี้ยงในบ่อบริเวณตำหนักสวนจิตรลดา พระราชวังสวนดุสิต เมื่อครบ 1 ปี ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานลูกปลานิลให้กรมชลประทานเลี้ยงขยายพันธุ์และแจกจ่ายเกษตรกร พร้อมกับปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน จนกระทั่งทุกวันนี้ประชาชนชาวไทยได้รับประทาน “เมนูปลานิล” กันอย่างทั่วถึง และยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้ด้วย...

ทั้งนี้ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลานิลที่เป็นอาหารโปรตีนชั้นดี ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายในการนำปลานิลมาปรุงอาหารรับประทาน ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้ทำการคิดค้นเมนูปลานิลเมนูใหม่ ๆ ที่สามารถเปลี่ยนเนื้อปลาธรรมดา ๆ ให้เป็นเมนูที่สุดพิเศษเทียบเท่ากับเมนูปลาราคาแพง

ผศ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า เมนูที่คิดขึ้นตอนนี้มีอยู่ 2 เมนูคือ “ปลานิลนึ่งน้ำมะกรูด” และ “ข้าวม้วนปลานิลปรุงรสสมุนไพร” โดยทั้ง 2 เมนูนี้มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก คนทั่วไปสามารถทำกันเองได้ในครอบครัว ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้วยังได้คุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน และก็ยังสามารถนำสูตรไปปรับทำขายเป็นอาชีพได้

หลายคนอาจคิดว่าเนื้อปลานิลมีกลิ่นคาว แต่จริง ๆ แล้วปลาทุกชนิดล้วนมีกลิ่นคาวทั้งนั้น เพียงแต่ในการนำมาประกอบอาหารก็จะต้องมีวิธีการและเคล็ดลับเพื่อดับกลิ่นคาว ซึ่ง 2 เมนูปลานิลที่ว่ามาข้างต้นนั้น ใช้ “มะกรูด” ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่เป็นสมุนไพรของไทย มาดับกลิ่นคาว และสามารถเพิ่มรสชาติอาหารให้แปลกใหม่ไม่จำเจอีกด้วย ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหลัก ๆ ก็เป็นอุปกรณ์เครื่องครัวที่สามารถหาได้จากในครัวเรือนทั่วไป

“ปลานิลนึ่งน้ำมะกรูด” ส่วนผสมประกอบด้วย... ปลานิล แล่เอาแต่เนื้อ 300 กรัม, หน่อข่าอ่อน 10 หน่อ, น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือป่น ฝ ช้อนชา ขั้นตอนการทำเริ่มจากปลอกหน่อข่าอ่อน ใช้มีดซอยที่หัวข่าบาง ๆ จากนั้นแล่ปลานิลเอาแต่เนื้อให้เป็นชิ้นยาวบาง ๆ แล้วนำมาพันที่ข่าอ่อน เสร็จแล้วผสมน้ำมะกรูดกับเกลือให้เข้ากัน ราดลงที่เนื้อปลาที่พันข่าอ่อนแล้ว นำไปนึ่งราว 10 นาที ก็พร้อมเสิร์ฟกับน้ำจิ้ม รับประทานกับผักนึ่ง เช่น ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ฟักทอง บวบ

สำหรับ “สูตรน้ำจิ้ม” ส่วนผสมก็มี... พริกชี้ฟ้าแดงสับ 1 ช้อนชา, ต้นผักชีหั่น 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะกรูด 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1 ช้อนชา เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อย ก็ให้นำน้ำตาลทราย เกลือ และน้ำมะกรูด ผสมคนให้เข้ากันก่อน จากนั้นใส่พริกชี้ฟ้าแดงสับ ต้นผักชีหั่น และน้ำต้มสุกเล็กน้อย คนให้ส่วนผสมข้ากันอีกครั้ง ชิมให้ได้ 3 รส เปรี้ยว-เค็มหวาน น้ำจิ้มนี้ก็ใช้ราดที่เนื้อปลานิลพันข่าอ่อนที่นึ่งสุกแล้ว จากนั้นก็รับประทานได้เลย

ถัดมาเป็นเมนู “ข้าวม้วนปลานิลปรุงรสสมุนไพร” ส่วนผสมที่ใช้ก็มี... ข้าวกล้องหุงสุก 2 ถ้วย, เนื้อปลานิลนึ่งเอาแต่เนื้อ ฝ ถ้วย, หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ, ขิงอ่อนซอย 1 ช้อนโต๊ะ, พริกชี้ฟ้าซอย 1 เม็ด, ใบมะกรูดซอย 2 ใบ, ผักชีเด็ดใบ 1 ต้น, น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว
1 ช้อนโต๊ะ และแผ่นสาหร่าย โดยวิธีทำเริ่มจากทำน้ำปรุงรสก่อน... นำน้ำตาลปี๊บ, น้ำมะขาม, น้ำปลา ใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดก็ยกลงใส่น้ำมะนาวชิมรสให้เข้มข้นจัดจ้านเพื่อดับคาว แล้วตั้งพักไว้ จากนั้นนำเนื้อปลานิลนึ่งสุก หอมแดง ตะไคร้ ขิง พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด ที่ซอยไว้แล้ว ใส่ลงภาชนะ นำน้ำปรุงรสที่ทำเตรียมไว้ใส่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน โรยใบผักชี พักไว้
ต่อไปเป็นขั้นตอนการม้วนข้าว ขั้นตอนนี้เหมือนกับการห่อซูชิ ต้องมีอุปกรณ์ช่วย 1 อย่างคือเสื่อม้วนข้าวญี่ปุ่น การม้วนเริ่มจากนำแผ่นสาหร่ายวางลงบนเสื่อม้วนข้าว แล้วตักข้าวกล้องที่หุงเตรียมไว้ประมาณ 1 ทัพพีใส่ลงบนแผ่นสาหร่ายด้านล่างหรือด้านคนม้วน เกลี่ยข้าวให้ทั่วเกือบ ฝ ของพื้นที่แผ่นสาหร่าย ตักส่วนผสมปลาที่คลุกเตรียมไว้มาใส่เป็นแนวตามขวาง ม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลมจากนั้นใช้มีดคม ๆ ตัดข้าวม้วนสาหร่ายออกเป็นชิ้น ๆ ตามขนาดที่ต้องการ

“เคล็ดลับการเตรียมปลาไม่ให้มีกลิ่นคาว” ผศ.พงศ์ศักดิ์บอกว่า ควรนำปลาไปทาเกลือก่อน จากนั้นเช็ดให้แห้ง มีดที่ใช้ทำต้องคม ตอนแล่เนื้อปลาต้องคอยเช็ดมีดตลอดเพื่อจะทำให้ได้เนื้อปลาที่ออกมาสวยงามและไม่มีกลิ่นคาว

“เมนูปลานิลสูตรใหม่” ทั้ง 2 สูตรที่ว่ามานี้ ถือเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคสมัยใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพด้วย รวมถึงอาจถูกใจผู้ที่ชื่นชอบข้าวม้วนสาหร่ายแบบญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่ดี สำหรับผู้ที่รู้จักนำไปฝึกทำ ต่อยอดดัดแปลงตามความเหมาะสม และหากใครต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ต้องการติดต่อ ผศ.พงศ์ศักดิ์ ก็ติดต่อได้ที่ โทร.08-9600-0993 หรือที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โทร.0-2549-4990-2
...............................................................................................................................

คู่มือลงทุน...เมนูปลานิลสูตรใหม่

ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 60% ของราคาขาย

รายได้ ตั้งราคาขายให้มีกำไรราว 40%

แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านขายอาหาร, ย่านชุมชน

จุดน่าสนใจ จุดขายคือเมนูสุขภาพสูตรใหม่

http://www.dailynews.co.th/article/384/14413

Friday, February 24, 2012

แนะนำอาชีพ ‘เค้กผ้าขนหนู’

ทีม “ช่องทางทำกิน” เคยนำเสนองานฝีมือ-งานประดิษฐ์ที่มีวัสดุหลักเป็น “ผ้าขนหนู” มาแล้วหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าตลาดสินค้าประเภทนี้จะยังไม่มีทีท่าว่าจะตัน ทั้งผู้ผลิตหน้าเก่าหน้าใหม่ก็ยังคงมีผลงานนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ ที่จะหยิบจับ ดัดแปลง ปรับใช้ และต่อยอดอย่างไร อย่างงาน “เค้กผ้าขนหนู” ที่ต่อยอดจากงานชิ้นเล็กคือคัพเค้กผ้าขนหนู ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” นำมาเสนอให้พิจารณากันในวันนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่าง...

“จิระวดี วันจันทร์ศิริ” ซึ่งทำชิ้นงานประเภทนี้จำหน่ายผ่านทางหน้าเว็บไซต์ www.tonklafavors.com เล่าว่า หลังจากงานคัพเค้กผ้าขนหนูซึ่งมีจุดขายในเรื่องของขนาดที่เล็ก ราคาไม่สูง และลวดลายสีสันที่ดูน่ารัก ได้กระแสการตอบรับดีมาก มีลูกค้าสนใจสั่งซื้อเพื่อนำไปเป็นของชำร่วย หรือซื้อเพื่อนำไปขายต่อตามแหล่งต่าง ๆ ก็ได้เกิดไอเดียที่จะพัฒนาสินค้าให้แหวกออกไปอีก โดยเน้นชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ใกล้เคียงกับเค้กของจริงมากขึ้น เพื่อฉีกตลาดหาลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง คือลูกค้าประเภทบริษัท หน่วยงาน องค์กร โดยสินค้าที่ผลิตนี้ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำไปมอบเพื่อเป็นของขวัญ หรือไม่ก็ถูกนำไปใช้ประดับตกแต่งในงานเลี้ยง งานต่าง ๆ ตามแต่โอกาส ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีไม่แพ้งานชิ้นเล็ก

“งานเค้กผ้าขนหนูนี้ จะเน้นขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่างานคัพเค้ก โดยจะเน้นลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่เหมือนเค้กจริง ๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเพื่อนำไปเป็นของขวัญ ของรับไหว้ โดยเฉพาะลูกค้าประเภทบริษัทจะเยอะเป็นพิเศษ นอกจากนี้ก็มีลูกค้าที่ซื้อเพื่อนำไปเป็นของประดับตกแต่งในงานเลี้ยงต่าง ๆ” จิระวดีกล่าว

เค้กผ้าขนหนู แม้จะเป็นงานตัวใหม่ แต่วิธีการทำและขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ต่างจากงานคัพเค้กผ้าขนหนูเท่าไหร่นัก เพียงแต่มีรายละเอียดในเรื่องของขนาดและการใช้วัสดุที่ต้องใช้จำนวนมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่พยายามคิดแหวกตลาดทั้งที่สินค้าเดิมก็ขายดี จิระวดีบอกว่า ปัจจุบันมีสินค้าที่ทำเลียนแบบกันมาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร กลับมองว่าการที่มีคนนิยมทำก็แสดงว่าสินค้าเป็นที่ยอมรับของตลาด แต่ก็จะต้องพยายามพัฒนาสินค้าและมองหาเทคนิคใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เธอบอกว่า ทั้งหมดนี้ก็เป็นการต่อยอดจากแรงบันดาลใจเดิมที่ชอบทานและชอบรูปทรงสีสันของขนมเค้ก จึงอยากจะทำงานจำลองขนม งานผ้าขนหนูประดิษฐ์เป็นขนมเค้ก ซึ่งรูปแบบของ “เค้กผ้าขนหนู” ที่เธอทำ ปัจจุบันมีอยู่ราว 10 แบบ และยังสามารถต่อยอดออกไปได้อีกเรื่อย ๆ “ตลาดตอนนี้ถือว่ายังไปได้ ดูจากพื้นที่ที่ลูกค้าสั่งสินค้าเข้ามา ตอนนี้มีลูกค้าอยู่เกือบทั่วไป และปริมาณงานจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ”

ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 2,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย โดยราคาขายคิดเป็นขนาด คือคิดเป็นปอนด์ เหมือนขนมเค้ก เริ่มตั้งแต่ปอนด์ละ 170 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและความยากง่ายของชิ้นงาน

วัสดุและอุปกรณ์ในการทำ หลัก ๆ ประกอบด้วย ผ้าขนหนูสีสันต่าง ๆ, ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ สำหรับใส่เบเกอรี่, ดอกไม้ประดิษฐ์, วัสดุตกแต่ง, ปืนยิงกาวซิลิโคน และเครื่องมืองานประดิษฐ์เบ็ดเตล็ด อาทิ กรรไกร คัทเตอร์ เข็มด้าย

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากคิดแบบ โดยอาจร่างแบบลงบนกระดาษก่อน หากเป็นงานคัพเค้กจะต้องกำหนดว่าจะเลือกใช้ผ้าขนหนูกี่ผืนต่อ 1 ชิ้นงาน แต่เมื่อเป็นงานเค้กก้อนแบบปอนด์นั้น จะใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่เพียงผืนเดียว จากนั้นทำการเลือกภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่จะใช้ โดยเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของชิ้นงานหรือผ้าขนหนู เมื่อเลือกและกำหนดแบบได้แล้ว การทำก็เริ่มจากการนำผ้าขนหนูที่เตรียมไว้มาทำการม้วนให้ครบวงรอบ จากนั้นจัดวางลงไปในภาชนะที่เตรียมไว้ และใช้ปืนกาวซิลิโคนยิงยึดไว้เป็นจุดเล็ก ๆ โดยต้องระวังอย่าให้ชิ้นงานหลวมหรือแน่นจนเกินไป
ขั้นตอนต่อไป นำวัสดุตกแต่งที่เตรียมไว้มาประดับลงบนผ้าขนหนู นำปืนกาวยิงยึดติดส่วนประกอบของวัสดุตกแต่ง ส่วนการทำวิปปิ้งครีมเทียมนั้น ขั้นตอนคล้ายกับการทำคัพเค้กโดยนำกระดาษสามาขยำหรือจับให้เป็นก้อน ๆ และใช้ปืนกาวยิงเพื่อยึดติด ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ “เค้กผ้าขนหนู”

“ขั้นตอนการทำมีไม่มาก ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องประณีตพอสมควร คนที่สนใจคิดจะทำอาชีพงานฝีมือนี้ เรื่องของคุณภาพและความละเอียดของงานเป็นเรื่องสำคัญ และต้องซื่อสัตย์ ไม่ใช่ใช้ผ้าขนหนูนิดหน่อยแล้วยัดไส้อย่างอื่นไว้ข้างใน เรื่องความซื่อสัตย์นี่ก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้เรื่องคุณภาพและความละเอียดของงาน” จิระวดีกล่าว

ใครสนใจติดต่อเจ้าของกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ติดต่อได้ที่ โทร.0-2980-0232, 08-9275-4004 หรือตามเว็บไซต์ข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งงานไอเดียที่ไม่หยุด ต่อยอดพัฒนาด้วยขนาด จนขยายตลาดได้อย่างน่าสนใจ

..........................................................................................

คู่มือลงทุน...เค้กผ้าขนหนู

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป
ทุนวัสดุ ประมาณ 50% ของราคา
รายได้ ราคา 170 บาทขึ้นไป/ชิ้น
แรงงาน 1 คนขึ้นไป
ตลาด กลุ่มของขวัญ-ของตกแต่ง
จุดน่าสนใจ ขายไอเดีย ลงทุนไม่สูงมาก

http://www.dailynews.co.th/article/384/14259

Saturday, February 18, 2012

แนะนำอาชีพ ‘ขนมไข่สอดไส้’

แนะนำอาชีพ ‘ขนมไข่สอดไส้’ มีจุดขายคือความต่าง

อาชีพทำขนมขายยังเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่หลายคนสนใจอยู่เสมอ ซึ่งอาชีพนี้แม้ไม่มีหน้าร้านก็สามารถทำขายได้ หากรู้จักการบริหารจัดการการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็ต้องรู้จักดัดแปลงหน้าตาหรือรูปแบบของขนมให้แตกต่าง ซึ่งกับขนมชื่อคุ้น ๆ ธรรมดาอย่าง “ขนมไข่” ก็พลิกแพลงสร้างจุดต่างได้หลากหลาย ทั้งรูปแบบและรสชาติ และวันนี้ลองมาดู “ขนมไข่สอดไส้” อีกหนึ่งกรณีศึกษาช่องทางทำกินที่น่าพิจารณา...

ภคนันท์ ธัญจิร หรือ แอปเปิ้ล ซึ่งทำ “ขนมไข่สอดไส้” ในชื่อ “ยิ้ม ยิ้ม” จำหน่าย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของอาชีพนี้ว่า หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็ได้เข้าทำงานตามบริษัทต่าง ๆ มาเป็นเวลากว่า 20 ปี สุดท้ายอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสของฟิตเนสมีชื่อแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 8 ปี ก็รู้สึกเบื่อ จึงได้ลาออกมาเพื่อจะทำธุรกิจของตัวเอง แต่จังหวะไม่ดี ด้วยขณะนั้นในปี 2553 ภาวะทางการเมืองไม่สู้ดีนัก จึงทำให้ต้องปิดร้านสปาลง จากนั้นก็พยายามมองหาช่องทางอาชีพอื่นที่ใช้เงินลงทุนน้อย พอดีได้ติดตามคอลัมน์เกี่ยวกับอาชีพในหนังสือพิมพ์ที่ทำของขายโดยไม่ต้องมีหน้าร้าน

“ก็ปิ๊งทันทีว่าน่าจะทำขนมดีกว่า เพราะเป็นคนชอบทำอาหารและขนมอยู่แล้ว คิดว่าทำงานอยู่กับบ้านน่าจะดีกว่า ไม่ต้องวุ่นวาย แถมประหยัดค่าใช้จ่าย ขนมที่คิดจะทำขายก็มีอยู่หลายอย่าง แต่ก็มาลงตัวที่ขนมไข่ ซึ่งก็คิดว่าถ้าเราจะทำขนมธรรมดาพื้น ๆ นี้ให้ขายได้ จะต้องพัฒนาดัดแปลงสูตรให้มีความแตกต่างจากเจ้าอื่น ๆ จึงคิดทำขนมไข่สอดไส้ รสชาติต่าง ๆ เช่น ไส้ครีมวานิลลา สังขยาใบเตย ส้ม สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ลูกเกด เป็นต้น แต่ยังคงรูปแบบของขนมไข่โบราณอยู่ ซึ่งปัจจุบันหาทานยาก โดยตอนแรกไม่รู้จะทำขายใคร ก็เริ่มจากเพื่อน ๆ และลูกน้องเก่า ก็ไม่ผิดหวังค่ะ ทุกคนยินดีอุดหนุน และช่วงปีใหม่ก็จัดเป็นรูปแบบกล่องของขวัญ ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีค่ะ ที่สำคัญได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากพี่ชายคนเดียว เป็นผู้นำขนมที่ทำแล้วไปส่งขายตามที่ต่าง ๆ ด้วยค่ะ”

คุณแอปเปิ้ลบอกว่า ขนมไข่นี้ทำง่ายมาก ๆ ขนมที่ทำออกมานั้นตัวเนื้อขนมจะอร่อยคล้าย ๆ บัทเตอร์เค้ก ที่สำคัญขายได้กำไรดีทีเดียว จะส่งตามร้านขนม ร้านกาแฟ หรือเปิดหน้าร้านก็ได้

วัสดุอุปกรณ์ทำขนมขนมไข่สอดไส้ มีไม่มากนัก หลัก ๆ ที่สำคัญก็ต้องมี เตาอบขนมไข่แบบ 16 หลุม (มาตรฐาน) จะใช้แบบเตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า ก็ตามความสะดวก, ตาชั่ง, ไม้พายพลาสติก, เครื่องตีไข่, ช้อนสำหรับหยอดขนม, ช้อนตวง, ถ้วยตวง, แปรงสำหรับใช้ทาเนย, ไม้จิ้มฟัน และตะกร้าใส่ขนมที่สุกแล้ว

สำหรับส่วนผสมขนมไข่สอดไส้ หลัก ๆ คือแป้งสาลีอเนกประสงค์, ไข่ไก่, น้ำตาลทราย, ผงฟู, นมผง, กลิ่นวานิลลา, น้ำมันปาล์ม, เกลือ, น้ำสะอาด โดยสัดส่วนและขั้นตอนในการทำ “ขนมไข่สอดไส้” ก็มีดังนี้คือ...เริ่มจากเตรียมไส้ขนม โดยนำไส้หลากรส ทั้งไส้วานิลลา, สังขยาใบเตย, ส้ม, สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ มาบรรจุให้เรียบร้อย และลูกเกดเอาใส่ภาชนะเตรียมไว้

จากนั้นนำแป้งสาลีอเนกประสงค์ 190 กรัม, ไข่ไก่ 6 ฟอง, น้ำตาลทราย 200 กรัม, ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ, นมผง 1 ช้อนโต๊ะ และกลิ่นวานิลลานิดหน่อย น้ำมันปาล์ม เกลือ น้ำสะอาด อย่างละพอประมาณ ใส่ลงในหม้อตีไข่ เมื่อส่วนผสมพร้อมแล้วก็เริ่มเดินเครื่องตีให้ส่วนผสมเข้ากันประมาณ 5-7 นาที พอแป้งขึ้นฟูก็นำมาเทลงในภาชนะพลาสติก เพื่อทำการพักแป้งประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ผงฟูทำงานให้เต็มที่

ระหว่างรอก็วอร์มเตาหรืออุ่นเตาให้ ร้อน โดยให้อุ่นเตาบน ประมาณ 20 นาที ส่วนเตาล่าง อุ่น 5 นาที เพื่อให้ความร้อนคงที่ เวลาหยอดขนมจะได้พองและสุกพอดี เมื่อแป้งพร้อม-เตาพร้อมก็ใช้ช้อนตักแป้งหยอดให้เต็มพิมพ์ (ขั้นตอนการหยอดนี้ต้องอาศัยความชำนาญสักนิด มิฉะนั้นขนมอาจจะไหม้ได้)

หยอดแป้งเสร็จแล้ว ก็ต้องรีบนำไส้รสชาติต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ มาหยอดบีบใส่ลงตรงกลางขนม จังหวะที่บีบหยอดไส้ให้กดลงไปนิดหน่อย เพราะพอขนมสุกไส้จะได้เลื่อนลงไปอยู่ตรงกลางตัวขนมพอดี เมื่อหยอดไส้เสร็จแล้วก็ปิดฝาอบขนม รอสักครู่ไม่เกิน 3 นาทีขนมก็จะสุกเหลืองน่ารับประทาน ถึงตอนนี้กลิ่นขนมจะหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณเลยทีเดียว

จากสูตรการทำ “ขนมไข่สอดไส้” ข้างต้นนี้ จะสามารถทำขนมได้ประมาณ 8 เตา หรือจำนวนประมาณ 125 ชิ้น เมื่ออบขนมสุกดีแล้วก็นำขนมบรรจุกล่องรูปแบบตามใจชอบ ส่วนทางร้านของแอปเปิ้ลจะบรรจุ 11 ชิ้นต่อกล่อง ขายในราคา 25 บาท ขนมจะชิ้นพอดี ๆ ไม่ใหญ่มาก จะนุ่ม หอม หวาน มันอร่อย โดยจะได้รสชาติแปลกใหม่จากไส้ขนมไส้ต่าง ๆ

“ขนมไข่สอดไส้” ยิ้ม ยิ้ม ของ แอปเปิ้ล-ภคนันท์ ขายส่งตามร้านกาแฟ เช่น อินทนิล อะเมซอน บ้านใร่กาแฟ และรับสั่งทำด้วย ซึ่งใครสนใจสอบถาม ต้องการติดต่อกับคุณแอปเปิ้ล ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-1907-6068 หรือทางอีเมล akananapple@hotmail.com ซึ่งนี่ก็เป็นกรณีศึกษาการสร้าง “ช่องทางทำกิน” จากขนม โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน

.........................................

คู่มือลงทุน...ขนมไข่สอดไส้

ทุนอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ

ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% ของราคา

รายได้ ราคา 25 บาท / 11 ชิ้น

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ส่งร้านกาแฟ ร้านขนมทั่วไป

จุดน่าสนใจ ไส้รสชาติต่าง ๆ เป็นจุดขาย

แนะนำอาชีพ ‘ขนมไข่สอดไส้’ http://www.dailynews.co.th/article/384/13281