<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021</id><updated>2012-01-28T17:15:37.760-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ</title><subtitle type='html'>แนะนำอาชีพ (อัพเดตทุกวันอังคาร)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>182</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8010184510237420846</id><published>2012-01-28T17:09:00.000-08:00</published><updated>2012-01-28T17:15:37.936-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ “พิซซ่าสมุนไพร”</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ “พิซซ่าสมุนไพร” หน้าไทยๆ คือจุดขาย&lt;br /&gt;“พิซซ่า” แม้ไม่ใช่อาหารไทย แต่หลายปีมาแล้วที่เด็กไทย-คนไทยรุ่นใหม่ ๆ ให้ความนิยมชมชอบอาหารชนิดนี้ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลการขายพิซซ่าอีกรูปแบบหนึ่งมาให้ลองพิจารณากัน นัยว่าถูกปากคนไทยที่ชื่นชอบอาหารรสจัดจ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พิซซ่าที่จะมาดูกันวันนี้คือ “พิซซ่าสมุนไพร” หลากหลายหน้า...&lt;br /&gt;                     &lt;br /&gt;ศิริวรรณ สัจจะเวนะ เจ้าของธุรกิจ อินเตอร์ พิซซ่า (Inter Pizza) เล่าให้ฟังว่า เรียนจบคหกรรมศาสตร์ เคยทำงานเป็นวิทยากรสอนทำอาหารโครงการบ้านพักฉุกเฉินเพื่อช่วยให้ผู้หญิงที่ โดนทำร้ายมีอาชีพ และก็ได้รู้จักกับเจ้าของธุรกิจส่งผลไม้ไปต่างประเทศ ซึ่งชวนไปทำงานด้านแปรรูปผลไม้ตกเกรดเพื่อเพิ่มมูลค่า ที่ประเทศคูเวต โดยผลงานก็เข้าตาผู้บริหาร เพราะเธอพยายามปรับตัวเพื่อให้เข้ากับทีมงาน ศึกษาหาความรู้ ช่วยปรับเปลี่ยนรูปแบบครัวให้มีระบบมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่างทุเรียนที่ค้างสต๊อกจนนิ่ม ก็นำมากวนทำเป็นไส้ขนม ทำเป็นแยม ปรากฏว่าขายดีมาก และได้ราคาดีกว่าทุเรียนสด ทางผู้บริหารก็พอใจ และตั้งแต่ตอนนั้นก็แปลกใจว่าทำไมผู้บริหารถึงชอบกินพิซซ่ากันมาก ซึ่งแป้งจะแข็งมาก ทำให้คิดลองทำตัวแป้งให้นิ่มขึ้น พอสบโอกาสก็ใช้เวลาคิดค้นและทดลองทำอยู่นานเป็นปี จนได้ตัวแป้งที่นุ่มเหนียว และก็ลองให้ผู้บริหารชิม ก็ติดใจ จากนั้นก็นำเอาตัวแป้งพิซซ่านี้ออกสู่ตลาด สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทเป็นจำนวนมาก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำงานอยู่คูเวตหลายปี ศิริวรรณก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย  โดยต้องการนำสูตรแป้งพิซซ่ากลับมาด้วย ซึ่งผู้บริหารก็ขอซื้อสูตร แต่ไม่ขายสูตร ก็มีการตกลงกันว่าให้บริษัทจัดเงินจำนวนหนึ่งให้เพื่อนำมาทำทุนผลิตแป้งพิซ ซ่าจำหน่ายในเมืองไทย  ขณะที่ศิริวรรณต้องเดินทางไปทำงานให้บริษัทเดือนละครั้ง  ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ก็ตกลงกันได้ด้วยดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กลับมาช่วงแรกยังไม่กล้าทำขาย คิดว่าถ้าเราจะทำพิซซ่าเหมือนร้านทั่วไป คนรักสุขภาพคงไม่ตอบรับ เพราะกลัวอ้วน ด้วยโจทย์นี้เอง ก็ทำให้คิดค้นพิซซ่าเพื่อสุขภาพ ใช้ชีสไขมันต่ำ ปรับสูตรให้เข้ากับคนไทย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังลองผิดลองถูกอยู่กว่า 3 เดือน ก็ได้พิซซ่าที่หน้าแปลกตา รสชาติใช้ได้ ลองให้เพื่อนบ้านชิม ก็มีคนชื่นชอบ และมีคนสั่งทำเข้ามามาก หลายคนมาบอกให้เปิดเป็นร้านขึ้นมา เธอเลยเปิดร้านขายอยู่ที่หมู่บ้านเคหะธานี  4  ซึ่งตั้งแต่เปิดร้านขึ้นมาก็มีกระแสตอบรับดีเกินคาด รวมทั้งพิซซ่าของเธอก็ฉีกความจำเจ แหวกแนวไปจากพิซซ่าทั่วไป ทั้งในเรื่องของรสชาติ ที่ทำออกมาเป็นไทย ๆ และเน้นไปที่กลุ่มคนรักสุขภาพ โดยปัจจุบันมีราว 20 หน้าให้ลูกค้าเลือก คือ ธัญพืช, เห็ดหอม, สาหร่าย, ผักรวม, แกงเขียวหวาน, พะแนง, ผงกะหรี่, ต้มยำ, ต้มข่า, เบคอน, ปูอัดไอร์แลนด์, ซีฟู้ด ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกจุดเด่นคือแม้รับประทานไม่หมด ก็เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานหลายวัน อุ่นให้ร้อนเมื่อไหร่ก็อร่อยเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากความพยายามที่จะสรรหาความแปลกใหม่มาต่อยอดกับสิ่งที่ทำอยู่ เมื่อศิริวรรณมั่นใจในเรื่องรสชาติและตัวแป้งพิซซ่า ต่อมาจึงคิดทำคีออสขายในลักษณะคล้ายแฟรนไชส์ แต่ไม่เรียกค่าแฟรนไชส์ เพียงแต่ผู้ร่วมธุรกิจต้องสั่งซื้อแป้งสำเร็จรูป โดยจะมีการสอนให้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำซอสพิซซ่า การทำหน้า การอบ เทคนิคต่าง ๆ ยกเว้นตัวแป้งเท่านั้นที่ขอสงวนสิทธิไว้ วัตถุดิบประกอบก็แนะนำให้ไปหาซื้อจากแหล่งราคาถูกและมีคุณภาพภายใต้แบรนด์ อินเตอร์พิซซ่า ขณะที่ราคาขายนั้น ก็ขึ้นอยู่กับทำเลแต่ละร้าน เริ่มต้นที่ 49-69 บาท/ถาด ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือหน้าพิซซ่าที่ลูกค้าเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันผู้ร่วมธุรกิจของศิริวรรณมีกว่า 60 สาขาทั่วประเทศ และยังเปิดรับผู้ที่ต้องการจะมีธุรกิจหรือเปิดกิจการอะไรสักอย่างเป็นของตัว เอง ซึ่งก็สามารถเปิดกิจการได้ด้วยเงินลงทุน 3,250-40,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทุกขั้นตอนการทำ เราตั้งใจทำขึ้นมาจริง ๆ และวิชาที่ถ่ายทอดต่อ ๆ ให้ไปเราก็ถือว่าเป็นวิทยาทาน เราคิดว่าเราช่วยใครได้บ้าง การจะทำอาชีพอะไรสักอย่าง ความจริงแล้วมีอาชีพเยอะแยะมากมายให้เลือก มีหลายเส้นทางให้เลือกทำ ซึ่งถ้าเราตั้งใจทำอย่างจริงจัง ทุกอย่างก็ไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าใครมาลงทุนกับเรา เราก็ต้องช่วยเหลือให้มากเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะเรารู้ว่าทุกคนที่ลงทุนย่อมหวังผลที่จะตามมาจากการลงทุนแน่นอน” ศิริวรรณระบุ&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;ใครสนใจติดต่อกับ ศิริวรรณ สัจจะเวนะ เรื่องกิจการพิซซ่า ก็ติดต่อได้ที่ โทร.0-2927-5979, 08-0912-5757 หรืออยากปรึกษา อยากเรียนรู้การทำอาหารอย่างอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็สามารถรวมกลุ่มไปขอคำแนะนำได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ศิริวรรณเห็นว่าการลงทุนแต่ละอย่างเป็นเรื่องใหญ่มาก และยินดีจะให้คำปรึกษา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ “พิซซ่าสมุนไพร” http://www.dailynews.co.th/article/384/9782&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8010184510237420846?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8010184510237420846/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8010184510237420846' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8010184510237420846'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8010184510237420846'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_28.html' title='แนะนำอาชีพ “พิซซ่าสมุนไพร”'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-6316621535527635708</id><published>2012-01-27T17:15:00.000-08:00</published><updated>2012-01-27T17:17:11.027-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ "ศิลปะลวดดัด"</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ "ศิลปะลวดดัด" วาเลนไทน์ปีนี้ยังทำเงิน!!&lt;br /&gt;"ศิลปะลวดดัด" วาเลนไทน์ปีนี้ยังทำเงิน!!&lt;br /&gt;วันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 เวลา 00:00 น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใกล้ถึงเทศกาลวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ก็ถือเป็นโอกาสดีของสินค้าประเภทของขวัญของที่ระลึก ที่จะได้รับความสนใจไม่แพ้ช่วงเทศกาลปีใหม่ ยิ่งเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูงมาก ชิ้นงานมีรูปแบบหลากหลาย โอกาสที่ชิ้นงานจะขายดีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างเช่นชิ้นงาน ’ศิลปะลวดดัด“ ซึ่งกับเทศกาลความรัก ก็น่าจะมี ’ช่องทางทำกิน“ ที่สดใส...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประเวทย์ จิตรเพ็ง” เล่าว่า ยึดอาชีพประดิษฐ์งานลวดดัดมาได้ 12 ปีแล้ว โดยแต่ก่อนทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัท ต่อมาไปเห็นชิ้นงานดังกล่าวจากพี่ชายซึ่งทำขายวางแผงแบกะดิน คิดว่าน่าจะฝึกหัดเพื่อมาทำเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น จึงลงมือฝึกทำโดยเริ่มจากงานลวดดัดรูปแบบง่าย ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความยากของชิ้นงานให้มากขึ้นเมื่อเริ่มชำนาญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินค้าในระยะแรกที่ผลิตขึ้น จะเน้นขายลูกค้าชาวต่างชาติตามแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก อาทิ รถตุ๊กตุ๊ก, รถสามล้อถีบ, รถเต่า ต่อมาเริ่มคิดงานให้มีรายละเอียดมากขึ้น และมองไปถึงประเภทของการใช้งานที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย เช่น ที่หนีบรูปภาพและนามบัตร, ที่คั่นหนังสือ, ที่วางโทรศัพท์มือถือ, ที่ติดตู้เย็น ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี และมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญ สามารถทำขายได้ตลอดทั้งปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ปัจจุบันนอกจากจะผลิตเพื่อจำหน่ายเองแล้ว ก็ยังมีลูกค้าที่มารับซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ นอกจากนั้นก็ยังมีงานรับจ้างสั่งทำ ทั้งที่เป็นบริษัท และหน่วยงานราชการ เพื่อนำไปมอบเป็นของที่ระลึก และยังมีกลุ่มลูกค้าประเภทของชำร่วย ลูกค้างานแต่งงาน เพิ่มเข้ามาอีกด้วย” ประเวทย์กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะมีหน้าร้านจำหน่ายที่ห้างเดอะพาลาเดียม ย่านประตูน้ำแล้ว ปัจจุบันประเวทย์ยังเปิดช่องทางการขายเพิ่มขึ้นโดยใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามา ช่วย คือที่ www.facebook.com/pjgallery และ www.pjgallery.com ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเขาบอกว่าการตลาดบนอินเทอร์เน็ตขณะนี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก สำหรับคนทำอาชีพงานประดิษฐ์หรืองานแฮนด์เมดแบบนี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกค้าได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของลูกค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้อดีคือลูกค้าสามารถเช็กข้อมูลและเห็นภาพสินค้าได้ทันที โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมา ซึ่งปัจจุบันที่ร้านจะได้ลูกค้าจากช่องทางการจำหน่ายนี้อีกช่องทางหนึ่ง เพิ่มขึ้นด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเวทย์บอกต่อไปว่า สำหรับงานลวดดัดนี้ เป็นงานที่สามารถพลิกแพลงดัดแปลงชิ้นงานได้ตลอดเวลา สามารถนำชิ้นงานเดิมที่เคยทำไว้มาขยายต่อยอด โดยเพิ่มรายละเอียดและลูกเล่นเข้าไปในชิ้นงาน ทั้งยังปรับเปลี่ยนชนิดของการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าและ กลุ่มเป้าหมายได้เรื่อย ๆ ดังนั้น ใครที่บอกว่างานลักษณะนี้ทำแล้วตัน จึงไม่ใช่เรื่องจริง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คนที่ทำแล้วตัน เป็นเพราะไม่ยอมคิดพัฒนางานต่อ จริง ๆ งานตรงนี้ถ้าเข้าใจและหาความชำนาญให้มากขึ้นอีกนิดหน่อย ก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างดี สำคัญคือต้องอดทนและใจเย็น” เจ้าของชิ้นงานกล่าวแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 2,000 บาท ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย ซึ่งสินค้าของประเวทย์มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ชิ้นละ 10 บาท ไปจนถึงชิ้นละ 790 บาท ขึ้นกับขนาดและความยากง่ายของชิ้นงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ หลัก ๆ ก็มี คีมตัดลวด, คีมดัดลวด, ไม้สำหรับขึ้นโครง (หรือใช้วัสดุอย่างอื่นดัดแปลงทดแทนได้), ลวดอะลูมิเนียม (เบอร์ 14, 16, 17), ยางพลาสติกสีโปร่งใส (ใช้สำหรับหุ้มลวดอะลูมิเนียมเพื่อตกแต่ง) และวัสดุสำหรับตกแต่งชิ้นงานตามต้องการ อาทิ กระดิ่ง, ริบบิ้น, ลูกปัด, พวงกุญแจ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบชิ้นงานที่ต้องการจะขึ้นโครง เมื่อได้แบบแล้วก็เริ่มทำการตัดลวดตามขนาดชิ้นงานที่จะทำ เมื่อตัดลวดออกมาแล้วก็เริ่มดัดลวดให้เป็นโครงงานตามที่ออกแบบไว้ ในส่วนที่ต้องการเพิ่มสีสันก็ให้นำลวดสอดเข้าไปในยางพลาสติกสีโปร่งใส เมื่อได้รูปทรงของชิ้นงานที่ต้องการแล้ว ก็นำวัสดุตกแต่ง เช่น กระดิ่ง, พวงกุญแจ, ลูกปัดสี หรืออย่างอื่นที่เตรียมหรือออกแบบไว้ มาประกอบเข้ากับชิ้นงาน ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงานลวดดัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราสามารถทำให้เสร็จทีเดียวเป็นหนึ่งชิ้นงานเลย หรือจะทำแยกเป็นส่วน ๆ ไว้ หลาย ๆ ชิ้น แล้วค่อยนำมาประกอบให้เป็นชิ้นงานทีหลังก็ได้ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ไม่มีการกำหนดตายตัว ขึ้นกับไอเดียของคนทำเป็นสำคัญ และสำคัญที่สุดสำหรับคนที่สนใจในอาชีพนี้ สิ่งที่ต้องมีคือความอดทน ใจเย็น เพราะงานแต่ละชิ้นเมื่อเริ่มต้นทำใหม่ ๆ ความชำนาญอาจจะยังไม่มาก อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ถ้าทำบ่อย ๆ เป็นประจำ ความชำนาญเพิ่มมากขึ้น ก็จะทำได้รวดเร็วและกล้าคิดต่อยอดได้ต่อไปเอง” เจ้าของชิ้นงาน ’ศิลปะลวดดัด“ กล่าวแนะนำผู้ที่สนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครต้องการติดต่อ ประเวทย์ จิตรเพ็ง ติดต่อได้ที่ โทร. 08-6810-5299 หรือตามเว็บไซต์ข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ ที่ยังทำเงินได้ไม่ธรรมดาถ้ามีไอเดียดี รวมถึงกับ ’วาเลนไทน์“ ที่ใกล้จะมาถึง!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/9574&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ "ศิลปะลวดดัด"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-6316621535527635708?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/6316621535527635708/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=6316621535527635708' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/6316621535527635708'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/6316621535527635708'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_27.html' title='แนะนำอาชีพ &quot;ศิลปะลวดดัด&quot;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-7548388579971781109</id><published>2012-01-21T16:44:00.000-08:00</published><updated>2012-01-21T16:48:09.156-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ขนมอิตาเลี่ยน'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'ขนมอิตาเลี่ยน' สไตล์ญี่ปุ่น ทำเงินไทย ทำอะไรที่สนุก ๆ และเป็นรายได้ได้ด้วย ก็เป็นอีกทางเลือกในการประกอบอาชีพในยุคนี้ ซึ่งกับการทำขนมขายนั้น ปัจจุบันก็มีขนมแปลก ๆ หลายสัญชาติที่คนไทยนิยมทาน อย่าง “ขนม อิตาเลี่ยนสไตล์ญี่ปุ่น” นี่ก็เป็นอีกรูปแบบ ซึ่งวันนี้ “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาเล่าสู่ เป็นข้อมูลการทำขนมอิตาเลี่ยนสไตล์ญี่ปุ่น แบรนด์ “คัพปุ คัพปุ (Cuppu Cuppu)”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กมลรัตน์ ภาสวร หรือ หมวยใหญ่ เจ้าของแบรนด์ขนมหวานอิตาเลี่ยนสไตล์ญี่ปุ่นแบรนด์ที่ว่านี้ เล่าว่า เธอทำขนมหวานสไตล์ดังกล่าวนี้มาหลายเดือนแล้ว โดยอาศัยโฆษณาขายผ่านทางเฟซบุ๊ก เนื่องจากยังไม่มีหน้าร้าน ซึ่งหลังจากออกจากงานประจำมานาน ก็มาช่วยกิจการของที่บ้าน ซึ่งเป็นโรงงานขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ เมื่อมีเวลาว่างก็ได้ไปท่องเที่ยวบ้าง เรียนภาษาญี่ปุ่นบ้าง และเรียนทำขนม และในที่สุดก็ตัดสินใจทำขนมขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เห็นว่าขนมเค้กแบบทั่ว ๆ ไปมีขายมากอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีสไตล์ที่ใส่ถ้วยที่เป็นแบบที่แปลกออกไปจากเดิม ๆ จึงออกแบบดู และทำขนมหลายอย่างออกมาขาย โดยเริ่มขายให้กับคนรู้จัก ก่อนจะไปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี จึงมีกำลังใจที่จะทำต่อไป ซึ่งขนมหวานอิตาเลี่ยนก็มีหลายอย่าง แต่หลัก ๆ ที่ขายดีก็ สตรอเบอรี่ พานาคอตต้า, ราสเบอรี่ เยลลี่ ช็อกโกแลตมูส, บานอฟฟี่ ซึ่งมีลูกค้าสั่งประจำ” กมลรัตน์เล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอุปกรณ์ทำขนม ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนที่มีอยู่บ้างแล้ว อาทิ เตาแก๊ส หม้ออะลูมิเนียมแบบมีด้าม ถาด เครื่องปั่น ฯลฯ ซึ่งถ้าใครมีเครื่องครัวครบถ้วน ก็อาจไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มเติมมากนัก โดยกมลรัตน์บอกว่า ขนมสไตล์นี้แต่ละอย่าง เมื่อทำขายสามารถจะตั้งราคาโดยให้มีกำไรประมาณ 50% จากราคาขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนวิธีทำ เริ่มที่ สตรอเบอรี่ พานาคอตต้า ส่วนผสมก็มี วิปครีม 150 กรัม, นมจืด 75 กรัม, น้ำตาล 40 กรัม, วุ้นเจลาติน 1-2 ช้อนชา วิธีทำก็นำวิปครีม และนมจืด มาผสมรวมกัน นำลงต้มให้ร้อน เสร็จแล้วใส่น้ำตาล และวุ้นเจลาตินลงไป เมื่อเข้ากันแล้วก็ยกขึ้นพักไว้ให้เย็นลง จากนั้นเทใส่ถ้วยพลาสติกขนาด 40 ออนซ์ เสร็จแล้วนำเข้าตู้เย็น แช่เย็นไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จนส่วนผสมแข็งตัว ระหว่างนั้นก็ทำซอสสตรอเบอรี่ ใช้ผลสตรอเบอรี่สด 200 กรัม นำไปปั่นเพื่อเอาแต่น้ำ จากนั้นเติมน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ และเจลาติน 1 ช้อนชาละลายกับน้ำ 3 ช้อนชา คนให้เข้ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อส่วนผสมของวิปครีมและนมจืดแข็งตัวแล้ว ให้ค่อย ๆ เทซอสสตรอเบอรี่ลงไป พร้อมกับใส่ผลสตรอเบอรี่สด 1 ลูกด้านบน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขายในราคาถ้วยละ 65 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็น ราสเบอรี่ เยลลี่ ช็อกโกแลตมูส ส่วนผสมก็มี เยลลี่ผงรสราสเบอรี่ 1 กล่อง, ดาร์กช็อกโกแลต 100 กรัม, น้ำกาแฟเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ และวิปครีม 200 กรัม วิธีทำ นำผงเยลลี่ละลายน้ำตามสูตรข้างกล่อง จากนั้นเทใส่ถ้วยขนาด 40 ออนซ์ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้แข็งตัว ระหว่างนั้นก็ทำในส่วนของช็อกโกแลตมูส โดยนำดาร์กช็อกโกแลตมาละลายผสมรวมกับน้ำกาแฟเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นตีวิปครีมให้ขึ้นฟู แล้วนำส่วนผสมช็อกโกแลตมาตะล่อมตีทีละครึ่งจนหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเยลลี่ที่แช่เย็นได้ที่แล้ว ก็นำช็อกโกแลต มูสบีบลงบนเยลลี่แช่เย็น เป็นอันเสร็จ ราคาขายถ้วยละ 50 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายเป็น บานอฟฟี่ ส่วนผสมก็มี กล้วยหอม 3-4 ลูก, แครกเกอร์บด 100 กรัม, เนยละลาย 50 กรัม, น้ำตาล 150 กรัม, นมข้นหวาน100 กรัม, ดาร์กช็อกโกแลต 200 กรัม วิธีทำนำแครกเกอร์บดมาคลุกกับเนยละลาย แล้วนำไปอัดใส่ถ้วยพลาสติกขนาด 40 ออนซ์ เสร็จแล้วนำดาร์กช็อกโกแลตมาละลาย แล้วราดบนแครกเกอร์บด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นหั่นกล้วยหอมเป็นแว่น ๆ วางทับบนแครกเกอร์ พักไว้ แล้วนำน้ำตาลไปเทในหม้อลนไฟ จนละลายเป็นสีน้ำผึ้ง เทนมข้นหวานเคี่ยวจนเป็นคาราเมล แล้วนำมาราดบนกล้วย ตีวิปครีมให้ขึ้น แล้วบีบลงบนกล้วยที่ราดคาราเมล เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย ขายในราคาถ้วยละ 65 บาท&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;ใครสนใจ “ขนมอิตาเลี่ยนสไตล์ญี่ปุ่น” ต้องการติดต่อกับ กมลรัตน์ ภาสวร ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2331-1521 และ 08-3906-2497 หรือที่ www.facebook.com/cuppujung อีเมล cuppujung@gmail.com ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” จากขนมต่างชาติ ซึ่งในระยะแรกอาจแค่ทำ  สนุก ๆ แต่ถ้าฝึกปรือจนฝีมือดี ๆ ก็อาจทำเงินดี ๆ ได้!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนอุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับขนาดการทำธุรกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัตถุดิบ ประมาณ 50% จากราคา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้ ราคาชิ้นละ 50-65 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน 1 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด ร้านขนมหวาน, ขายในเน็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ สไตล์ต่างชาติเป็นจุดขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/8569&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-7548388579971781109?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/7548388579971781109/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=7548388579971781109' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7548388579971781109'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7548388579971781109'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_21.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ขนมอิตาเลี่ยน&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-566476383533943947</id><published>2012-01-20T17:34:00.000-08:00</published><updated>2012-01-20T17:35:06.697-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ฉากโมเดลการ์ตูน'</title><content type='html'>'ฉากโมเดลการ์ตูน' ทำเงินได้ใช่แค่เล่นขำๆ โมเดลการ์ตูนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการ์ตูนที่ได้รับความนิยม เป็นของสะสมของกลุ่มคนที่ชอบงานโมเดล และยังเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมของเหล่าเด็ก ๆ ซึ่งการ ’รับทำฉากโมเดลการ์ตูน“ ที่เป็นการสร้างฉากให้เข้ากับโมเดลการ์ตูนตามเรื่องราว และให้เข้ากับการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ ทำให้การตั้งโชว์โมเดลดูมีสีสันและเรื่องราวมากขึ้นกว่าที่จะตั้งโชว์แต่ การ์ตูนอย่างเดียว นี่เป็นอาชีพที่ต่อยอดจากธุรกิจขายโมเดลการ์ตูน ซึ่งวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอ... &lt;br /&gt;                     &lt;br /&gt;เชี้ยง-จิระเดช ธาดากาญจน์กิจ เจ้าของร้าน “shotoy” ขายโมเดลการ์ตูนอยู่ที่ จ.นครราชสีมา นอกจากจะขายโมเดลการ์ตูนแล้ว ยังต่อยอดธุรกิจด้วยการ “รับทำฉากโมเดลการ์ตูน” อีกด้วย โดยเจ้าตัวเล่าว่า จริง ๆ แล้วเป็นคนที่ชอบโมเดลการ์ตูน ซื้อมาเก็บสะสมไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ หลังจากที่เรียนจบมาแล้วก็ยังคงเก็บสะสมมาเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยก่อนนั้นโมเดลการ์ตูนส่วนใหญ่จะมาเป็นแบบกึ่งสำเร็จรูป ต้องนำมาประกอบเอง ทำสีเอง เพื่อให้ได้โมเดลที่เหมือนกับหน้ากล่อง ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่มีทักษะเรื่องการประกอบและการทำสี จึงทำให้โมเดลการ์ตูนนั้นได้รับความนิยมเฉพาะในกลุ่มของผู้ที่ชื่นชอบจริง ๆ จนมาในช่วงหลัง โมเดลการ์ตูนจะออกมาในแบบสำเร็จรูปมากขึ้น ทำให้มีคนเริ่มชอบกันมากขึ้น ตลาดโมเดลก็กว้างมากขึ้น โดยโมเดลที่เป็นพวกซูเปอร์ฮีโร่ หรือการ์ตูนที่ได้รับความนิยมมาก ๆ นั้น จะเป็นตัวโมเดลที่ขายดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สำหรับการสร้างฉากโมเดลการ์ตูน ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งเด็กและนักสะสมพอสมควร เพราะทำให้ตัวโมเดลมีเรื่องราวมากขึ้น ดีกว่าไปตั้งโชว์แบบยืนเฉย ๆ ซึ่งฉากที่ทำขึ้นมานั้นจะต้องอิงกับโมเดลการ์ตูนนั้น ๆ อย่างการ์ตูนเรื่องวันพีชที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทะเล ก็ต้องทำฉากให้เป็นทะเล ถ้าเป็นเซนต์เซย่า ก็จะทำฉากให้ดูเป็นปราสาท เป็นต้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิระเดช บอกต่อไปว่า... ส่วนใหญ่ฉากต่าง ๆ ที่จะทำ ก็จะใช้วิธีดูจากข้อมูลของตัวโมเดล ข้อมูลที่ต้องการก็หาจากอินเทอร์เน็ต ดูรูปจริงมาเป็นแบบ ส่วนการลงสีทำฉากต้องลงสีแบบการ์ตูน คือต้องให้ดูสดใส สีสันสวยงาม ไม่ลงสีซีด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัสดุที่ใช้ทำฉากนั้น หลัก ๆ ก็จะเป็นพวก... โฟม (สำหรับขึ้นโครง), กาวลาเท็กซ์, ลวด, ผ้า, เรซิ่น, สีอะคริลิก และอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับตกแต่งฉาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำก็เริ่มจาก... เลือกฉากที่จะทำ อย่างลูกค้าต้องการฉากที่เป็นทะเล เราก็ทำการหาฉากจากอินเทอร์เน็ต เมื่อได้แบบแล้ว ก็มาทำการวาดลงบนกระดาษก่อน แล้วก็นำไปให้ลูกค้าดู เมื่อลูกค้าตกลงชอบฉากที่เราออกแบบแล้ว จากนั้นก็ลงมือทำฉากได้ โดยเริ่มจากนำไม้สำหรับทำกรอบผ้าใบวาดภาพมาทำให้เป็นกรอบตามขนาดที่กำหนด เพื่อกำหนดอาณาเขตของฉาก จากนั้นก็เลือกโฟม ใช้โฟมขนาดความหนาที่แตกต่างกัน มาทำการขึ้นรูปให้เป็นพื้นชายหาด ใช้คัทเตอร์ปาดตัดตกแต่งให้ได้รูปแบบที่ต้องการ โดยให้พื้นลาดเอียงเหมือนพื้นทรายชายหาดที่ลาดลงทะเล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอทำการตกแต่งโฟมเป็นพื้นเรียบร้อยแล้ว ก็นำกาวลาเท็กซ์มาทาลงด้านบนของพื้นโฟม จากนั้นก็นำทรายละเอียดที่ร่อนแล้วมาทำการโรยทับลงบนกาวที่ทาไว้ให้ทั่วจน เต็มพื้นที่ เราก็จะได้หาดทรายเหมือนทะเล จากนั้นก็ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการเอาหินและเม็ดกรวดมาวางเรียงตามที่ออกแบบ ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนต่อไปคือการทำน้ำทะเล ใช้วิธีผสมเรซิ่นและใส่สีน้ำเงินลงไปผสมให้เรซิ่นเป็นสีน้ำทะเล (สีที่ใช้ผสมเป็นสีสำหรับผสมเรซิ่นโดยเฉพาะ) เมื่อทำการผสมเรียบร้อยแล้วก็เทราดลงไปในกรอบให้ต่อจากส่วนที่เป็นชายหาด ทำให้เรซิ่นดูเป็นคลื่นคล้ายทะเลด้วย ไม่ใช่เทราดแล้วทำให้พื้นน้ำเรียบ ๆ เพราะจะดูไม่สมจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็ทำต้นมะพร้าวประกอบฉากเข้าไปอีก โดยใช้กิ่งไม้นำมาพันด้วยผ้าที่มีสีใกล้เคียงกับต้นมะพร้าวจริง ๆ ทำการพันให้เรียบร้อย สำหรับส่วนใบมะพร้าวจะใช้เป็นลวดและผ้าสีเขียวตัดเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ใช้ 2 ชิ้นประกบลงบนลวด ใช้กรรไกรตัดให้เป็นริ้ว ๆ คล้ายก้านมะพร้าว นำไปประกอบเข้ากับต้น ต้นหนึ่งจะใช้ประมาณ 6-7 ใบ แล้วนำต้นมะพร้าวไปติดลงบนพื้นฉาก นำโมเดลการ์ตูนมาวางตามจุดต่าง ๆ ในฉาก เท่านี้ก็เรียบร้อยสำหรับฉากทะเล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นฉากที่เป็นตึก ก็จะใช้วิธีการขึ้นรูปตึกด้วยโฟม จากนั้นก็จะใช้ยิปซัมที่ไว้ฉาบแผ่นฝ้ามาทำการฉาบลงบนโครงโฟม จากนั้นก็ลงสีด้วยการเพ้นท์หรือลงแอร์บรัชก็ได้&lt;br /&gt;ทั้งนี้ การลงทุนเปิดร้านขายโมเดลนั้น ค่อนข้างที่จะต้องใช้ต้นทุนสูง แต่การ ’รับทำฉากโมเดลการ์ตูน“ ไม่ต้องลงทุนสูงก็สามารถทำได้ โดยประกาศรับทำผ่านเว็บไซต์ แต่ก็อาจจะมีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่ลูกค้าอาจไม่ค่อยมั่นใจ ส่วนการเปิดร้านขายโมเดลแล้วรับทำฉากโดยมีชิ้นงานวางโชว์ด้วย ก็จะได้รับความเชื่อถือมากกว่า แต่ก็ใช้ต้นทุนที่สูงหน่อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับราคาของฉากที่ทำนั้น ขึ้นอยู่กับความละเอียดของงาน บวกกับขนาดที่ทำ ราคาก็มีตั้งแต่หลัก 100 บาท ไปจนถึงหลัก 1,000 บาทขึ้นไป ซึ่งนอกจากจะขายโมเดลการ์ตูนและรับทำฉากโมเดลแล้ว ธุรกิจนี้ยังมีบริการเซอร์วิสอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรับซ่อมโมเดล ทำสีในส่วนที่ชำรุดของโมเดล รับดัดแปลงอะไหล่ของโมเดลให้อยู่ในสภาพเหมือนเดิม ฯลฯ&lt;br /&gt;                                 &lt;br /&gt;เชี้ยง-จิระเดช เปิดร้าน “shotoy” อยู่ที่เลขที่ 28 ถนนพลแสน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสุรนารี เบอร์โทรศัพท์ 08-3934-5558, 0-4424-3574 เว็บไซต์ www.shotoy.com,facebook.com/shotoyshop ซึ่งจากกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” รายนี้ ก็จะเห็นได้ว่า แค่โมเดลการ์ตูนก็ยังต่อยอดทำธุรกิจได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเลย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'ฉากโมเดลการ์ตูน' http://www.dailynews.co.th/article/384/8383&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-566476383533943947?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/566476383533943947/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=566476383533943947' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/566476383533943947'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/566476383533943947'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_20.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ฉากโมเดลการ์ตูน&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-4686218173348120318</id><published>2012-01-15T02:04:00.001-08:00</published><updated>2012-01-15T02:04:56.307-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'เค้กโรลสายรุ้ง'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'เค้กโรลสายรุ้ง'  การประกอบอาชีพในยุคนี้จำเป็นต้อง “มีจุดขาย” เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด อย่างอาชีพขาย “เบเกอรี่” ที่เป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน บ้างอยากเปิดร้านเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง บ้างก็ฝันอยากทำอยู่ที่บ้านแล้วส่งขายตามที่ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งรอออร์เดอร์จากเพื่อนฝูงสั่งมาแล้วจึงลงมือทำขาย ซึ่งเส้นทางที่จะไต่ไปถึงฝันนั้นอาจมีอุปสรรค ยากหรือง่ายแตกต่างกันออกไป  วันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลอาชีพทำเบเกอรี่ขาย ที่มีจุดขาย มาให้ลองพิจารณากัน…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าตุ๊-ยุพา กนิษฐนาคะ วัย 82 ปี, ป้าเล็ก-กนิษฐา เทวกุล อายุ 76 ปี และ พี่ต้อย-สิริมา พงษ์ประสพ  ทั้งสามเป็นญาติกัน พักอาศัยอยู่รั้วบ้านเดียวกัน กิจกรรมยามว่างที่มักทำร่วมกันเสมอคือการทำขนม แจกจ่ายทานกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนฝูงคนรู้จัก ด้วยความอร่อยที่กลมกล่อม ประกอบกับหน้าตาของขนม คนที่รับประทานแล้วมักจะติดใจ ถามหาร้านที่ขาย ครั้นรู้ว่าทำเองก็พูดกันปากต่อปาก แล้วแอบโทรฯสั่งกันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือจุดเริ่มต้นของบ้านขนม  “เอื้ออารี เบเกอรี่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าตุ๊ หนึ่งในสมาชิกบ้านขนมแห่งนี้ เล่าว่า ครอบครัวของเธอเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี ด้วยสายเลือดคนเมืองเพชรที่ชอบทำขนมมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด  คุณยาย จนถึงคุณแม่ซึ่งก็ชื่นชอบการทำขนมมาก เลยสืบทอดมาจนถึงลูกหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ลูกหลานผู้หญิงทำขนมเป็นกันหมดทุกคน เรียกว่าเป็นไปโดยอัตโนมัติ อาศัยว่าเราเห็นคุณแม่ทำบ่อย ๆ มันก็ซึมซับเข้ามาเอง เรียกว่าครูพักลักจำ การทำขนมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่เพราะมีพื้นฐานทางด้านนี้อยู่แล้ว พอได้สูตรขนมเราก็จะนำมาประยุกต์ ชอบพลิกแพลงขนมให้มีความอร่อยและแปลกกว่าที่คนอื่นทำ ช่วงวันหยุดลูกหลานก็ช่วยกันทำ แล้วช่วยกันชิมช่วยกันติเพื่อนำไปแก้ไข อย่างปีนี้ เค้กโรลสายรุ้ง มีคนสั่งเยอะมากจนทำแทบไม่ไหว ตามด้วยทอฟฟี่เค้กและซาลาเปา เราเน้นความสะอาด ของที่ใช้ก็ต้องเกรดเอเท่านั้น” ป้าตุ๊บอก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับ “เค้กโรลสายรุ้ง” อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำก็เป็นอุปกรณ์ในการทำเบเกอรี่ทั่วไป ส่วนผสมตัวเค้กโรล หลัก ๆ จะใช้แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก, น้ำตาลทราย, ไข่ไก่, วานิลลาชนิดผง, เกลือป่น, ผงฟู, เอสพี, เนยสดชนิดเค็มละลาย, นมข้นจืด และสีผสมอาหาร ส่วนผสมในการทำบัตเตอร์ครีม ก็ใช้ เนยขาว  เนยสดชนิดเค็ม  น้ำตาลไอซิ่ง  วานิลลาชนิดผง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำเค้กโรลสายรุ้ง สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือต้องทำบัตเตอร์ครีม โดยนำเนยสดชนิดเค็มกับเนยขาวมาใส่ลงในอ่างผสมแล้วตีจนขึ้นฟูเบา เติมน้ำตาลไอซิ่งลงไป ตามด้วยวานิลลาชนิดผง ตีจนส่วนผสมครีมเข้ากันดี ตั้งพักไว้&lt;br /&gt;การทำตัวเค้กโรล ต้องนำแป้งสาลีที่เตรียมไว้ผสมกับผงฟูร่อน  3  ครั้ง แล้วตั้งพักไว้ก่อน     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอกไข่ไก่ใส่อ่างผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย และเอสพีทำการตีส่วนผสมทั้งหมดจนข้นขาว เสร็จแล้วนำส่วนผสมแป้งกับผงฟูที่ร่อนเตรียมไว้มาใส่ ค่อย ๆ ตะล่อมเบา ๆ พอเข้ากัน แล้วตีด้วยความเร็วสูงสุด 5 นาที แล้วเปลี่ยนเป็นความเร็วต่ำ ใส่นมข้นจืด และวานิลลา ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน พอส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ค่อย ๆ เทเนยละลายลงไป คนพอเข้ากัน จากนั้นก็แบ่งส่วนผสม แต่งกลิ่นใส่สีผสมอาหารตามชอบ เช่น สตรอเบอรี่ก็จะเป็นสีชมพู, ใบเตยสีเขียว, วานิลลาสีเหลืองนวล และสีน้ำตาลเป็นกาแฟ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เทแป้งที่ผสมเรียบร้อยแล้วใส่ถาดอบขนมแบบขอบตื้นที่รองด้วยกระดาษไข (ไม่ต้องทาเนย) นำเข้าเตาอบ 180-190 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-12 นาที ใช้ไฟบน-ล่าง อบจนสุก นำออกมาคว่ำบนตะแกรง แล้วลอกกระดาษไขออก พักไว้จนเย็น วางด้านที่จะโชว์คว่ำบนกระดาษไข แล้วทาหน้าขนมด้วยบัตเตอร์ครีมบาง ๆ  วางตัวเค้กสลับสีและบัตเตอร์ครีมเป็นชั้น ๆ เสร็จแล้วใช้เครื่องตัดขนมตามขวาง กว้าง 1/2  นิ้ว &lt;br /&gt;การม้วนเค้กโรล  นำตัวขนมเค้ก 1 ส่วน ใช้บัตเตอร์ครีมยากับส่วนที่ 2  (แต่ละส่วนจะมี 4 ชั้น 4 สี 4 กลิ่น)  สอดไม้ม้วนเค้กโรลใต้กระดาษ เพื่อช่วยพยุงในการม้วน แล้วดันเค้กไปด้านหน้าพร้อมกับไม้ม้วนเค้กโรล เมื่อเค้กพับไปด้านหน้าให้ม้วนกระดาษมาด้านหลังพันกับไม้ม้วนเค้กโรล และกดให้แน่น เสร็จแล้วนำไปใส่ในตู้เย็นเพื่อให้เซตตัว ก่อนจะนำออกมาตัดเป็นชิ้น ๆ ตามที่ต้องการ โดย “เค้กโรลสายรุ้ง” จะมีสีสันสวยงาม  หน้าตาน่ารับประทาน มีจุดขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคาขายนั้นมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ มีทั้งกล่องกระดาษรูปแชมเปญ กล่องไม้จักสาน ตะกร้า และกระจาดไม้จักสาน ราคาต่อชุดมีตั้งแต่ 185 บาท ขึ้นไปจนถึง 480 บาท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าตุ๊ยังบอกเทคนิคการทำเค้กหรือขนมให้อร่อยด้วยว่า ต้องตั้งใจทำ วัตถุดิบต้องเป็นของดี ทั้งนี้ นอกจากเค้กโรลสายรุ้งแล้ว บ้านเอื้ออารี เบเกอรี่ ยังมีขนมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง อาทิ บราวนี่ ทอฟฟี่เค้ก คุกกี้ ซาลาเปา บลูเบอร์รี่พาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านขนมบ้านนี้อยู่ที่เลขที่ 35/9 ซอยเรวดี 21/1 สระว่ายน้ำเอื้ออารี ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร.0-2588-3993, 08-1813-5245, 08-6323-3389, 08-1834-3553 ซึ่งทั้งทำขายเอง และรับสั่งเป็นอาหารว่างงานสัมมนา งานสังสรรค์ต่าง ๆ และทำเป็นชุดของฝากของขวัญในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ นี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'เค้กโรลสายรุ้ง'  http://www.dailynews.co.th/article/384/7442&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-4686218173348120318?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/4686218173348120318/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=4686218173348120318' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4686218173348120318'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4686218173348120318'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_15.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;เค้กโรลสายรุ้ง&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-558415372465686200</id><published>2012-01-13T17:07:00.000-08:00</published><updated>2012-01-13T17:11:55.272-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'รับจัดงานทำบุญ'</title><content type='html'>หลายธุรกิจสินค้าและบริการเกิดใหม่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการมองหาโอกาสในตลาด สังเกตความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของลูกค้า ไม่เว้นแม้แต่การทำบุญ ซึ่งก็มีธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการรับจัดงานในด้านนี้เกิดขึ้น เป็นการตอบสนองวิถีชีวิตผู้คนในยุคปัจจุบัน วันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“  มีข้อมูลธุรกิจ ’รับจัดงานทำบุญ“ มานำเสนอ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ชลธิชา พร้อมพิพัฒนา” เจ้าของงานบริการ “รับจัดงานทำบุญ” เล่าว่า บริการรับจัดงานทำบุญเป็นอีกธุรกิจหนึ่งของตนที่แตกสายงานออกมาจากงานด้านออ แกไนเซอร์ ที่รับจัดงานหรือจัดกิจกรรมให้กับองค์กร บริษัทต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะถามทุกครั้งว่าเธอสามารถที่จะจัดงานทำบุญเลี้ยงพระไป พร้อม ๆ กันได้ด้วยหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากงานแรกที่เริ่มทำ ซึ่งเป็นงานเปิดตัวลูกค้าโครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ต่อมาก็เริ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่ลูกค้าไปเห็นรูปแบบและเกิดสนใจ จึงมองว่าในตลาดยังมีธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับงานด้านนี้น้อย ขณะที่ความต้องการของตลาดปัจจุบันมีมาก ซึ่งน่าจะสามารถนำความชำนาญเกี่ยวกับการจัดงานต่าง ๆ ที่เคยทำ มาประยุกต์ปรับใช้ได้ จึงเปิดให้บริการรับจัดงานทำบุญแบบครบวงจรขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “วันทำบุญ (Onethumboon)” และลงประกาศให้บริการผ่าน www.facebook.com/pages/Thumboon อีกช่องทางหนึ่ง โดยปัจจุบันเปิดให้บริการมาประมาณ 5 ปีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกค้าก็มีตั้งแต่บริษัทไปจนถึงลูกค้าส่วนบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้บริการนั้น ชลธิชาบอกว่า จะเน้นที่งานทำบุญและงานมงคลเป็นหลัก อาทิ งานทำบุญเลี้ยงพระเช้า เลี้ยงพระเพล ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญวันเกิด ทำบุญเปิดบริษัทห้างร้าน ทำบุญคอนโด ทำบุญหมู่บ้าน ทำบุญประจำปี การทำบุญในโอกาสต่าง ๆ จุดเด่นของธุรกิจนี้ เธอบอกว่า อยู่ที่การขายความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าไม่ต้องเตรียมอะไรเลย ซึ่งเมื่อลูกค้ากำหนดความต้องการได้แล้ว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของทีมงานที่จะจัดหา จัดทำให้ครบหมดทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินพิธีการ ดูแล และคอยให้คำแนะนำในเรื่องพิธีสงฆ์ บริการจัดส่ง จัดเตรียม และเก็บอุปกรณ์ การนิมนต์พระสงฆ์พร้อมรถตู้รับส่ง การจัดอาหาร และชุดสังฆทาน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อุปกรณ์หลัก ๆ ประกอบด้วย อุปกรณ์สำหรับพิธีสงฆ์, ชุดโต๊ะหมู่บูชา, อุปกรณ์เครื่องเจิม, เครื่องสังฆทานถวายพระ, สำรับใส่อาหารถวายข้าวพระ และอุปกรณ์ตกแต่งประดับสถานที่อื่น ๆ ตามที่ลูกค้ากำหนดหรือต้องการ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้นในการเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท ทุนหมุนเวียนในการจัดงานต่อครั้ง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณต่ำกว่า 10,000 บาท ไปจนถึง 10,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับรายละเอียดต่าง ๆ ของงานที่ลูกค้าต้องการ ส่วนรายได้หรือราคาบริการเริ่มตั้งแต่ต่ำสุดที่ 9,999 บาท ไปจนถึง 19,999 บาท ซึ่งราคานี้จะไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจะเป็นคนเตรียมเอง อาทิ เงินสำหรับใส่ซองถวายพระ หรือค่าอาหารนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการจัดงาน เริ่มจากการสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้า เช่น วัน เวลา สถานที่, อาหารเครื่องคาวหวานที่จะใช้เลี้ยงพระ และเลี้ยงแขกในงาน, การตกแต่งสถานที่ ฯลฯ เมื่อรับทราบความต้องการทั้งหมดของลูกค้าแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการเตรียมงาน โดยเริ่มตั้งแต่ติดต่อนิมนต์พระ อาจจะจากวัดที่ลูกค้ากำหนดมา ตรวจเช็กอุปกรณ์ที่จำเป็นว่ามีรายการใดบ้างที่จำเป็นต้องใช้ โดยก่อนหน้าวันงานจะต้องเดินทางไปสำรวจสถานที่ที่จะใช้จัดงานก่อน เพื่อตรวจดูความเหมาะสมว่าการจัดวางสิ่งของเครื่องใช้อย่างไร หลังจากนั้นก็จะจัดเตรียมสิ่งของให้ครบ โดยในวันงานทีมงานจะต้องเดินทางถึงสถานที่ก่อนเวลาจัดงาน เพื่อจัดเตรียมสถานที่ และกำหนดจุดต่าง ๆ เมื่อจัดวางสิ่งของและเครื่องใช้ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกครั้ง จากนั้นรอเวลาเพื่อเข้าสู่พิธีการ หลังเสร็จพิธีการทีมงานก็จะทำการเก็บอุปกรณ์และตรวจเช็กให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการให้บริการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หลัก ๆ จะมีขั้นตอนการเตรียมงานประมาณนี้ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด” ชลธิชากล่าว พร้อมแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจว่า งานบริการด้านนี้ถือเป็นงานบริการใหม่ที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ ซึ่งผู้ที่สนใจจะศึกษางานบริการด้านนี้ก็ต้องเริ่มจากความสนใจและมีใจรัก งานบริการก่อน เพราะเป็นงานที่ต้องขยัน อดทน เพราะกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย นอกจากนี้ สิ่งที่ควรมีก็คือ ควรจะมีความรู้ในเรื่องพิธีการต่าง ๆ จึงจะเป็นการดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะเรียกว่างานบริการด้านนี้เปรียบเสมือนการเป็นมัคนายกไฮเทคก็ว่าได้ เพราะการบริการแทบไม่แตกต่างจากหน้าที่ของมัคนายกในแบบปกติที่เราคุ้นเคย เพียงแต่เราจะเน้นในเรื่องของการให้บริการ การตกแต่งจัดสถานที่ให้สวยงาม และการสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น” เจ้าของธุรกิจบริการ “รับจัดงานทำบุญ” กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจติดต่อชลธิชา ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9132-6776 หรือทางอีเมล ningnueng@hotmail.com ทั้งนี้ ธุรกิจบริการ ’รับจัดงานทำบุญ“ นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจงานบริการแปลกใหม่ ที่เกิดขึ้นมาจากการวิเคราะห์และมองหาโอกาส จนเป็น ’ช่องทางทำกิน“ ที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าในยุคปัจจุบัน ได้อย่างน่าสนใจไม่น้อยเลย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/7332&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-558415372465686200?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/558415372465686200/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=558415372465686200' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/558415372465686200'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/558415372465686200'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_13.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;รับจัดงานทำบุญ&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-2206905289110245279</id><published>2012-01-07T17:11:00.000-08:00</published><updated>2012-01-07T17:12:13.371-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'สวนผักดาดฟ้า'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'สวนผักดาดฟ้า'  ช่องทางทำกิน” วันนี้ทางทีมงานมีข้อมูลการทำ “สวนผักดาดฟ้า” มานำเสนอให้ลองพิจารณากัน ซึ่งเป็นการประยุกต์ดัดแปลงทำสวนผักแปลงผักต่าง ๆ ให้เข้ากับสถานที่ที่มี ซึ่งอาจจะเพื่อบริโภคเอง หรือเพื่อขายก็ยังได้…&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;“สวนผักดาดฟ้า” เป็นอีกแนวคิดในการทำเกษตรกรรมแบบประยุกต์ในเมือง ที่ทำให้สวนผักกับคนเมืองไม่ใช่เรื่องที่ไกลกัน ซึ่ง ดร.กนกรัตน์ ยศไกร รองผู้อำนวยการศูนย์สำนักวิทยบริการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ อัญชนา ธาตุบุรมย์ หัวหน้าฝ่ายวิทยบริการ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้ให้ข้อมูลการทำสวนผักดาดฟ้า ซึ่งทางฝ่ายวิทยบริการได้ใช้ดาดฟ้าของอาคารสำนักวิทยบริการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสถานที่ทำแปลงผักมาแล้ว 1 ปี ซึ่งได้ผลดี และเก็บผลผลิตบริโภคได้สำหรับทุกคน เมื่อเหลือจากการแบ่งกันบริโภคแล้วก็ขายได้ในราคาไม่แพงอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.กนกรัตน์ กล่าวว่า บนดาดฟ้าของอาคารมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างมาก สามารถปลูกผักได้ถึง 14 แปลง ขนาดแปลงละ 1x3 เมตร สูง 1 ฟุต และโครงเหล็กสำหรับไม้เลื้อยขนาดกว้าง 3 เมตร สูง 2.3 เมตร จำนวน 8 โครง ล้อมรอบแปลงเป็นตัวยู หรือแบบครึ่งวงกลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำแปลงผัก อัญชนา เล่าว่า วัสดุที่ใช้ในการทำจะใช้ชั้นวางหนังสือของห้องสมุดที่ไม่ใช้แล้ว ร้อยต่อกันด้วยลวด ปิดด้านมุมด้วยแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดทั้ง 4 มุม หนุนด้านข้างด้วยอิฐบล็อกข้างละ 4 ก้อน 2 ข้าง เพื่อกันไม่ให้ล้ม และปักมุมด้วยไม้ยาว ทั้ง 4 ด้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มทำสวนผักดาดฟ้าแรก ๆ เริ่มต้นด้วยแปลง ผักบุ้งจีน, ผักคะน้า, ผักกวางตุ้ง ส่วนไม้เลื้อยก็ปลูก ฟักทอง, บวบ, ถั่วฝักยาว, มะระ ปลูกตามเสาของโครงเหล็ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมแปลงผักด้วยการเตรียมดิน รองพื้นด้วยกระสอบ, กาบมะพร้าว (เพื่อกันร้อน) และดิน ตามลำดับ จากนั้นในกรณีผักบุ้งจีนก็หว่านเมล็ดลงไปในแปลงได้เลย ส่วนผักคะน้าและผักกวางตุ้งให้เพาะต้นอ่อนในถาดหลุม 2-3 วันเพื่อให้ต้นแทงยอดขึ้น แล้วจึงนำต้นกล้าไปเพาะลงในแปลง รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เสริมด้วยการรดฮอร์โมน อาทิ ฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนกุ้ง ที่ซื้อมาเพิ่มเติม โดยรดในช่วง 2 สัปดาห์แรก เช้า-เย็นเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'สวนผักดาดฟ้า'  นอกจากนี้ ยังสามารถปลูก กะเพรา แมงลัก ในกระถาง วางตามหัวแปลง ซึ่งช่วยไล่ศัตรูพืชได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับไม้เลื้อย ฟักทอง, บวบ, ถั่วฝักยาว, มะระ ให้ปลูกในกระถางแล้ววางตามเสาของโครงเหล็ก รดน้ำเช้า-เย็นเช่นกัน และเสริมด้วยการรดฮอร์โมน ไข่ ฮอร์โมนกุ้ง โดยรดในช่วง 2 สัปดาห์แรก เช้า-เย็นเช่นเดียวกับการรดแปลงผัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปลงผักบุ้ง จะเก็บผลผลิตได้ในสัปดาห์ที่ 3 ให้ค่อย ๆ ทยอยเก็บ ซึ่งผักบุ้งในรอบที่ 2 สามารถเก็บผลผลิตได้อีกแค่ 30% จึงต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ ส่วนผักคะน้า และผักกวางตุ้ง จะเก็บได้ในสัปดาห์ที่ 4 และผลผลิตในรอบต่อไปจะเก็บได้ราว 30% เช่นกัน ถ้าจะปลูกซ้ำก็จะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีไม้เลื้อย เก็บผลผลิตได้เมื่อ 1 เดือนผ่านไปแล้ว โดยเก็บได้แค่ครั้งเดียว ถ้าลงใหม่ก็ต้องลงเมล็ดใหม่อีกรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัญชนา บอกว่า วิธีการเก็บผลผลิตพืชผักทุกชนิดคือถอนขึ้นมาทั้งรากเลย ถ้ามีศัตรูพืชลงแปลงผัก ถ้าไม่มากให้ดึงใบที่เสียออกเลย ถ้ามากก็ให้ฉีดด้วยใบยาสูบผสมน้ำ หรือจะเอาน้ำสบู่ลูบที่ใบก็ได้ แต่จะไม่ใช้ยาฆ่าแมลงเด็ดขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมล็ดผักบุ้งจีน 1 กก. จะเพาะได้ 4 แปลง ส่วนเมล็ดผักคะน้า และเมล็ดผักกวางตุ้ง จำนวน 1 ถุง จะเพาะได้ 2 แปลง ส่วนผักไม้เลื้อย จะปลูกได้ถุงละ 1 กระถาง เพราะไม่ได้มีเมล็ดจำนวนมากต่อถุง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัญชนา บอกอีกว่า การเก็บผลิตนั้น จะเก็บให้พอบริโภคก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะนำออกขาย โดยแต่ละรอบของแปลงผักจะลงทุนประมาณ 200-300 บาท ส่วนผักที่เหลือจากการเก็บให้เพียงพอบริโภคของกว่า 40 ชีวิต จะขายได้แต่ละรอบประมาณ 900-1,000 บาท ซึ่งก็นับว่าเป็นรายได้เสริมที่ไม่เลวเลย โดยรายได้ส่วนมากจะได้จากผักคะน้า ผักบุ้ง และผักกวางตุ้ง ส่วนผักไม้เลื้อยส่วนใหญ่จะเก็บบริโภคเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นทุนในการลงทุนทำแปลงผักครั้งแรกนั้น ประมาณ 20,000 บาท โดยต้นทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนทำโครงเหล็ก ส่วนแปลงผักมีวัสดุของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ใครสนใจเรื่องการทำ “สวนผักดาดฟ้า” อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอดูตัวอย่าง ติดต่อ ดร.กนกรัตน์ ยศไกร และ อัญชนา ธาตุบุรมย์ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-1619-1684 และ 08-7082-1266 ตามลำดับ ซึ่งสวนผักดาดฟ้านี้อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” แบบ “สร้างรายได้เสริม” ที่ดี โดยที่ไม่ต้องกลัว “น้องน้ำ” แต่อย่างใด.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา แนะนำอาชีพ 'สวนผักดาดฟ้า'  http://www.dailynews.co.th/article/384/6463&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-2206905289110245279?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/2206905289110245279/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=2206905289110245279' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2206905289110245279'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2206905289110245279'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post_07.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;สวนผักดาดฟ้า&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-1511827184230472136</id><published>2012-01-06T17:05:00.000-08:00</published><updated>2012-01-06T17:06:13.365-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘ตัวหนีบไม้การ์ตูน’</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ ‘ตัวหนีบไม้การ์ตูน’ อาชีพงานฝีมือ งานประดิษฐ์ งานแฮนด์เมด ในปี 2555 ก็จะยังคงเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับคนที่มีความคิดใหม่ ๆ มีไอเดียริเริ่มสร้างสรรค์ในการสร้างผลงาน ได้เป็นอย่างดี และถึงแม้ว่างานประเภทนี้จะมีการแข่งขันในตลาดสูง แต่ถ้าสามารถสร้างชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ สินค้าโดดเด่น รู้จักจับจุดตลาด หาจุดขาย อาชีพนี้ก็ยังทำเงินได้ตลอด และวันนี้ทางทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ก็หยิบยกงานฝีมือ งานไอเดีย “ตัวหนีบไม้การ์ตูน” มานำเสนอให้พิจารณากัน...&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;.........................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตัวหนีบไม้การ์ตูน” นำตัวหนีบไม้มาตกแต่งด้วยการ์ตูนรูปต่าง ๆ ลวดลายนารัก ๆ และก็ต่อยอดไปทำเป็นสินค้าอื่น ๆ ได้อีกหลากหลาย เป็นการสร้างจุดขาย เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พงศ์พิชา ชาตเสรีย์ สร้างสรรค์ตัวหนีบไม้การ์ตูน ภายใต้แบรนด์ “cool clamp” ออกจำหน่าย เจ้าตัวเล่าว่า ทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง สำหรับงานไม้หนีบนี้ทำเป็นอาชีพเสริม โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำ จุดเริ่มต้นที่สนใจทำธุรกิจเสริมตัวนี้เกิดจากการที่เคยได้ไม้หนีบที่ติด ตุ๊กตาเป็นของขวัญจากเพื่อน แล้วก็เห็นว่าเป็นสินค้าที่น่ารัก ที่สำคัญเจ้าไม้หนีบนี้มันสามารถนำมาใช้สอยให้เกิดประโยชน์ได้หลายอย่าง ทำให้เกิดความสนใจในตัวไม้หนีบขึ้นมา ก็เริ่มออกตระเวนหาซื้อไปทั่ว รวมทั้งเปิดหาตามอินเทอร์เน็ต แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยมีใครขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อค้นหาจนทั่วแล้วไม่ค่อยมีคนขาย จึงเกิดไอเดียความคิดที่จะลองนำไม้หนีบมาขาย เพราะเป็นคนที่ชอบขายของอยู่แล้ว และก็ชอบงานแฮนด์เมดมากด้วย เพราะคิดว่าน่าจะมีคนที่ชอบเหมือนกับเราอีกมาก จึงน่าจะเป็นสินค้าที่ขายได้ เป็นงานที่ทำไม่ยาก และที่สำคัญเมื่อมีคนขายน้อยก็ทำให้คู่แข่งทางการตลาดมีไม่มากอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มตระเวนหาแหล่งที่ขายไม้หนีบ จนได้ไปเจอกับโรงงานที่ทำ จากนั้นก็เริ่มรับตัวหนีบไม้ที่เป็นสีสันต่าง ๆ มาขาย และเนื่องจากทำงานประจำอยู่ จึงขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากเป็นช่องทางขายที่สะดวก ไม่ต้องมีหน้าร้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เริ่มจากการนำตัวหนีบไม้ที่เป็นสีสันต่าง ๆ มาขายอย่างเดียว จากนั้นก็เริ่มต่อยอด โดยนำตัวหนีบไม้เปล่ามาใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์เข้าไปให้เกิดเป็นชิ้นงาน ใหม่ ๆ ขึ้นมา ทำให้สินค้ามีความหลากหลาย มีหลายรูปแบบ ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น และที่สำคัญเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การต่อยอดสร้างผลงานบนสินค้าอย่างไม้หนีบของพงศ์พิชา เริ่มจากการนำไม้หนีบมาทำการเพ้นท์ลวดลาย โดยใช้สีน้ำมันในการเพ้นท์เป็นลวดลายต่าง ๆ ให้สวยงามตามความคิดของตัวเอง จากนั้นสินค้าก็เริ่มมีการทำออกมาหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำตัวการ์ตูนลายต่าง ๆ ที่ดูแล้วน่ารัก ๆ มาติดบนไม้หนีบให้เกิดความสวยงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เนื่องจากการที่จะต้องทำการเพ้นท์สีลงไม้หนีบ หรือการที่จะต้องมาฉลุไม้ให้เป็นรูปการ์ตูน ทำให้ใช้เวลาในการทำมาก จึงเริ่มมองหาวิธีที่ไม่ต้องเสียเวลาในการทำมาก ก็คือการสั่งซื้อตัวการ์ตูนไม้สำเร็จรูปมาติดเลย เป็นการลดเวลาในการทำไปได้มาก และก็นำไม้หนีบที่ติดการ์ตูนไปสร้างสรรค์เป็นสินค้าอื่น ๆ เพิ่มมูลค่าได้อีกหลายรูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การสั่งซื้อตัวหนีบไม้และตัวการ์ตูนไม้ที่นำมาทำนั้น สั่งซื้อจากต่างประเทศ เพราะเรื่องคุณภาพของงานจะดี ที่สำคัญมีราคาที่ถูกกว่าสั่งซื้อในประเทศไทย แต่ก็จะต้องสั่งในปริมาณที่มากถึงจะคุ้ม แต่สำหรับคนที่ไม่มีช่องทางที่จะสั่งจากต่างประเทศ ก็หาซื้อในบ้านเราก็ได้ เรื่องคุณภาพนั้นไม่ถึงกับต่างกันมาก แต่อาจจะมีราคาที่สูงกว่า” พงศ์พิชากล่าวการลงทุนทำตัวหนีบไม้ติดการ์ตูนนั้น ใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท สำหรับซื้ออุปกรณ์ในการทำ โดยอุปกรณ์ในการทำก็มี ไม้หนีบหลายไซส์ ทั้งไซส์เล็ก-ไซส์ใหญ่ รวมประมาณ 5 ไซส์, ซิลิโคน, ปืนยิงซิลิโคน, ลวด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำนั้น เริ่มจากเลือกใช้ไม้หนีบสีตามที่ต้องการ นำการ์ตูนไม้ลายที่ต้องการมาติดลงบนตัวหนีบไม้ ใช้กาวซิลิโคนยึดติดให้แน่น ถ้าต้องการลวดลายสีสันเพิ่มที่ตัวไม้หนีบก็สามารถนำสีน้ำมันมาทำการเพ้นท์ ใส่ลวดลายที่ต้องการลงไปบนไม้หนีบเพิ่มเติมได้ส่วนการนำไม้หนีบที่ติด การ์ตูนแล้วไปต่อยอดทำงานชิ้นอื่น อย่างการทำ ราวแขวนรูป ก็ให้เลือกไม้หนีบที่ติดการ์ตูนแล้ว 4 ชิ้น ใช้ลวดขนาดที่พอดีกับรูขดลวดของไม้หนีบ จากนั้นก็ใช้ลวดสอดผ่านรูขดลวด ไม้หนีบก็จะติดอยู่กับลวด ปลายลวดที่สอดทั้งสองข้างก็นำตัวดูดกระจกมาติดทั้ง 2 ข้าง เท่านี้ก็ได้สินค้าอีก 1 ชิ้น หรืออาจจะดัดลวดที่สอดกับตัวหนีบเป็นรูปต่าง ๆ อาทิ รูปไม้แขวนเสื้อ รูปบ้าน รูปหัวใจ ก็ได้เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ หรือถ้าไม่ใช้ลวดก็สามารถใช้เชือกอะไรก็ได้ที่ดูแล้วสวยงาม นำมาทำเป็นราวแขวนรูปติดไม้หนีบการ์ตูน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตัวหนีบไม้รูปการ์ตูนนั้นเป็นงานที่ไปได้เรื่อย ๆ ยังไม่ตัน เพราะสามารถที่จะนำไปต่อยอด ใส่ไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นสินค้าได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละคน” พงศ์พิชากล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สินค้าไม้หนีบการ์ตูนนี้ มีจำหน่ายทั้งแบบตัวหนีบเปล่าหลายขนาด ราคาตั้งแต่ 14-20 บาทต่อโหล ส่วนไม้หนีบที่ติดตัวการ์ตูน มีราคาตั้งแต่ 30-70 บาทต่อโหล และสินค้าต่าง ๆ ที่นำไม้หนีบมาต่อยอดเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ ๆ มีราคาตั้งแต่ 25-40 บาท ต่อ 1 ชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.........................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจ “ตัวหนีบไม้การ์ตูน” ของ พงศ์พิชา สามารถเข้าไปดูตัวอย่างสินค้าได้ที่ wwwcoolclamp.ibuy.co.th หรือ facebook.com/coolclamp หรือติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-0605-4607, 08-9202-6183 ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่าง “ช่องทางทำกิน” ที่ลงทุนไม่สูงมาก ทำก็ไม่ยากมาก แต่ถ้าไอเดียดี ๆ รายได้ก็ดีได้!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.........................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่มือลงทุน...ตัวหนีบไม้การ์ตูน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้น ประมาณ 5,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัสดุ ไม่เกิน 50% ของราคาขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้ ราคา 30-70 บาท ต่อโหล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน 1 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด ตลาดนัด, รับสั่งทำ, ขายผ่านเว็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ พลิกแพลงต่อยอดสินค้าได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/6353&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-1511827184230472136?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/1511827184230472136/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=1511827184230472136' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/1511827184230472136'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/1511827184230472136'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='แนะนำอาชีพ ‘ตัวหนีบไม้การ์ตูน’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-7997416226501887163</id><published>2011-12-18T04:57:00.000-08:00</published><updated>2011-12-18T04:58:49.428-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ‘ขนมไดฟูกุ’</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ‘ขนมไดฟูกุ’&lt;br /&gt;“ไดฟูกุ” เป็นหนึ่งในขนมหวานยอดฮิตของประเทศญี่ปุ่น ลักษณะเป็นก้อนแป้งนิ่ม ๆ มีไส้อยู่ข้างใน สีสันน่ารับประทาน ชื่อไดฟูกุแปลว่ามีความสุขมาก ๆ จึงถือว่าเป็นขนมมงคลของญี่ปุ่น ซึ่งคนไทยเราก็มีการนำขนมชนิดนี้มาพลิกแพลงดัดแปลง เกิดเป็น “ช่องทางทำกิน” จากขนมญี่ปุ่น “ไดฟูกุ” ในเมืองไทย ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลมานำเสนอ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.......................................&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กล้า-วิทยา ศานต์ฤทัย ทำขนม “ไดฟูกุ” จำหน่าย โดยเขาบอกว่า ขนมไดฟูกุนี้เป็นขนมมงคลของญี่ปุ่น โดยปกติที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ทำขายเพื่อทานกันตลอดทั้งปี แต่มักจะทำทานกันเฉพาะเทศกาลสำคัญ ๆ เช่น เทศกาลปีใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากจะนำขนมชนิดนี้มาผลิตเพื่อขายนั้น เขาบอกว่า เนื่องจากติดใจในรสชาติ และคิดว่าตลาดคนไทยน่าจะยอมรับขนมชนิดนี้ได้ไม่ยาก จึงลองค้นหาสูตรและได้รับคำแนะนำจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น จนออกมาเป็นขนมไดฟูกุญี่ปุ่น รสชาติสไตล์ไทย โดยใช้ชื่อสินค้าว่า “คาชิ ฮิเมะ” ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มีทั้งลูกค้าที่ซื้อไปทานเอง กับลูกค้าที่มารับเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ นอกจากนี้ก็ยังมีรายได้จากการรับจัดเลี้ยงของว่างอีกทางหนึ่งด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขนมไดฟูกุที่ทำอยู่นั้น มีไส้ต่าง ๆ อาทิ ชาเขียว, ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, เผือก, งาดำ, กาแฟ, วิปปิ้งครีม นอกจากนี้ยังพยายามดัดแปลงโดยนำผลไม้ประจำฤดูกาลต่าง ๆ เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างโอกาสในการขายให้มากขึ้น เช่น พุทราจีน, เกาลัด, กาแฟ, ทุเรียน , สตรอเบอรี่  หมุนเวียนไปตามฤดูกาล หรือตามแต่ลูกค้าสั่งซื้อ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000 บาท ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย ที่เริ่มตั้งแต่ลูกละ 12 บาท จนถึง 30 บาท แล้วแต่ไส้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์การทำ หลัก ๆ ประกอบด้วย เครื่องนวด, กระทะทองเหลือง, ไม้พาย, เครื่องปั่น, หม้อสแตนเลส, เตาแก๊ส, ถาด, กะละมัง, รังถึง, แม่พิมพ์กดลาย เป็นต้นส่วนวัตถุดิบที่ใช้ในการทำตัวแป้ง ก็มี แป้งข้าวเหนียว, แป้งข้าวญี่ปุ่น, แบะแซ, เนยขาว, แป้งนวลหรือแป้งโรย, สีผสมอาหาร, กลิ่นสงเคราะห์ และน้ำสะอาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผสมของไส้  ได้แก่ ถั่วเขียว, ถั่วแดง, เผือก , งาดำ, พุทราจีน, น้ำตาลทราย, ผงชาเขียว และน้ำมันพืช หรือจะใช้หัวกะทิแทนก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนการเตรียมไส้ และขั้นตอนการเตรียมแป้ง&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำไส้ สำหรับชาเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง เผือก  วิธีทำเหมือนกัน ต่างตรงที่ไส้ชาเขียวจะเพิ่มผงชาเขียวลงไปในถั่วเหลือง การทำไส้เริ่มจากนำถั่วเขียวเลาะเปลือกมาแช่น้ำทิ้งไว้ 5 ชั่วโมง นำมานึ่งหรือต้มให้สุกและปั่นให้ละเอียด เทใส่ลงในกระทะทองเหลือง ผสมน้ำตาลทรายและน้ำมันพืช จากนั้นกวนด้วยไฟอ่อน ๆ จนหอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้ที่แล้วก็ยกลงพักไว้ให้เย็น  แล้วทำการปั้นเป็นลูก ๆ เตรียมไว้  ไส้พุทราจีนกับไส้งาดำ วิธีทำคล้ายกัน เพียงแต่ไส้พุทราจีนต้องนำพุทราแห้งไปต้มจนพุทรานุ่มก่อน  จากนั้นแกะเม็ดออก นำเนื้อพุทรามาปั่นให้ละเอียด นำไปกวน ส่วนไส้งาดำให้นำงาดำไปคั่วให้หอมก่อนจะนำมาปั่น และนำมากวน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำตัวแป้ง  นำแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวญี่ปุ่นมาร่อนผสมกัน พักไว้ นำแบะแซผสมกับน้ำสะอาด กวนด้วยไฟกลางจนละลาย เติมเนยขาว สีสังเคราะห์ และกลิ่นผสมอาหาร ลงไปกวนให้เข้ากัน พอน้ำแบะแซร้อนจัดจึงยกลงและตักใส่ลงไปในแป้งที่ผสมไว้ ทิ้งไว้ให้อุ่นพอจับได้ จึงนำมานวดจนได้แป้งที่มีลักษณะเหนียวเนียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการปั้น ให้เอามือแตะแป้งนวลหรือแป้งโรย ใช้ช้อนตักแป้งที่ผสมเสร็จออกมาปั้นให้เป็นก้อนกลม ใช้มือรีดแผ่แป้งให้บาง จากนั้นนำไส้ที่เตรียมไว้ใส่ลงตรงกลาง ทำการปั้นห่อไส้ให้มิด คลุกแป้งนวลอีกครั้ง จึงบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จุดเด่นอร่อยลิ้นของขนมชนิดนี้ คือความเหนียวนุ่มของแป้ง โดยหากไม่แช่ตู้เย็นก็จะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 วัน แต่ถ้าแช่ตู้เย็นก็จะสามารถเก็บไว้ทานได้นานเป็นอาทิตย์” วิทยา ซึ่งทำ “ไดฟูกุ” สไตล์ไทย ขาย กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.......................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจขนมชนิดนี้ ต้องการติดต่อวิทยา ติดต่อได้ที่ เลขที่ 88/15  ถนนเลียบทางด่วนวงแหวนประชาอุทิศ ทุ่งครุ กรุงเทพฯ โทร.08-7455-3351, 08-1557-2421  ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเมนูขนมต่างชาติที่ปรับรสชาติจนถูกปากคนไทย กลายเป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ในเมืองไทย ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย!!&lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง&lt;br /&gt;จามิกร ศรีคำ – กมลภัทร ทองกริต : ภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.......................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่มือลงทุน...ขนมไดฟูกุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้น ประมาณ 30,000 บาท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัตถุดิบ      ประมาณ 50% จากราคา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้               ราคาลูกละ 12-30 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน              1-2 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด ขายทั่วไป, รับจัดเลี้ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ แปลกใหม่เป็นจุดขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/3555&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-7997416226501887163?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/7997416226501887163/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=7997416226501887163' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7997416226501887163'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7997416226501887163'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post_18.html' title='แนะนำอาชีพ‘ขนมไดฟูกุ’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-288497436590660899</id><published>2011-12-16T17:06:00.000-08:00</published><updated>2011-12-16T17:07:22.906-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'กระเป๋าผ้าปัก'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'กระเป๋าผ้าปัก' มหาอุทกภัยที่เกิดในปีนี้ หนักหน่วงและยาวนานมาก หลายพื้นที่สามารถกลับมาดำเนินชีวิตการงานกันได้ปกติแล้ว ขณะที่บางพื้นที่ก็ยังต้องเผชิญกับภัยน้ำอยู่ ทีมคอลัมน์ ’ช่องทางทำกิน“ ก็ขอส่งใจช่วยให้ทุกคนเข้มแข็ง มีแรง มีพลังในการฟื้นฟูชีวิตและการทำมาหากินให้กลับคืนมาได้เร็ววัน ซึ่งวันนี้ทางทีมฯก็มีข้อมูลงานประดิษฐ์ประเภทงานปัก ที่สามารถจะหยิบจับเป็นอาชีพหลัก หรือทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ นั่นคืองาน “กระเป๋าผ้าปัก” มาให้ลองพิจารณากัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วราภรณ์ ลูกศร” เล่าว่า เดิมทีทำงานเป็นพนักงานบริษัทผลิตสินค้าเกี่ยวกับงานผ้าอยู่แล้ว อีกทั้งตนเองเรียนจบมาทางด้านศิลปะ จึงคิดว่างานผ้าโดยเฉพาะงานปักนั้น ถ้าออกแบบดี ๆ มีลูกเล่น ก็สามารถที่จะพัฒนาและสามารถทำเป็นธุรกิจของตนเองได้ จึงตัดสินใจลาออกมาเพื่อมาลงทุนทำงานผ้าและงานปักที่ตนเองรักเป็นธุรกิจของ ตนเอง โดยสินค้าที่ผลิตนั้นจะเน้นงานผ้าเกือบทั้งหมด และมีจุดเด่นอยู่ที่ลวดลายการ์ตูนที่ปักอยู่บนสินค้า ซึ่งทุกชิ้นเป็นงานปักมือทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จุดเด่นที่ลูกค้าชอบและเป็นจุดขายของเราคือ ลายปักที่จะเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด เน้นลายการ์ตูนน่ารัก เน้นเรื่องราวความรักของครอบครัว ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบเพราะเป็นงานปักด้วยมือทั้งหมด การเดินเส้นด้ายก็จะอ่อนไหวไม่แข็งเหมือนงานที่ปักด้วยคอมพิวเตอร์ หรืองานปักที่ผลิตในแบบอุตสาหกรรม” วราภรณ์กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะบอกต่อไปว่า แรก ๆ ที่ผลิตสินค้าจำหน่าย จะใช้การเดินสายนำสินค้าไปขายตามตลาดนัด เน้นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ แต่เมื่อมาคำนวณต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และค่าเดินทางแล้ว คิดว่าไม่คุ้มทุนเท่ากับการเปิดหน้าร้านเพื่อจำหน่าย ซึ่งนอกจากจะทำให้สามารถคำนวณต้นทุนคงที่ได้แล้ว ยังทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าประจำมากกว่าการขายเร่ จึงตัดสินใจเปิดร้านเพื่อจำหน่ายสินค้าที่บริเวณชั้น 2 ภายในห้างซีคอนสแควร์ และเพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายอีกทางด้วยการเปิดร้านสินค้าออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ www.aehobbycraft.com ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดย ใช้เทคนิคการตั้ง “ราคาขาย” เป็นตัวกำหนด “กลุ่มลูกค้า” ที่เข้ามาซื้อสินค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสินค้าที่ผลิตขึ้น มีตั้งแต่กระเป๋าใส่เศษสตางค์, ซองโทรศัพท์มือถือ, ถุงผ้า, กระเป๋าถือ, กระเป๋าสะพาย, ซองใส่ไอแพด-โน้ตบุ๊ก, เสื้อยืดปัก, ตุ๊กตาปัก ซึ่งชิ้นงานทุกประเภทสามารถนำงานปักเข้าไปใช้ประกอบตกแต่งได้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ระดับราคาจะเป็นตัวกำหนดกลุ่มลูกค้าให้ในตัว อย่างเช่น ถ้าหากเป็นลูกค้าเด็ก ๆ นักเรียน วัยรุ่น สินค้าที่ลูกค้ามักจะซื้อจะเป็นของกระจุกกระจิก กระเป๋าใบเล็ก ๆ กับซองโทรศัพท์ ที่ราคาไม่แพงนัก ถ้าหากเป็น กลุ่มพนักงานออฟฟิศหรือกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ มักจะนิยมสินค้าประเภทกระเป๋าสะพาย ซองใส่ไอแพด ที่มีขนาดและราคาสูงกว่า ลูกค้าเด็ก ๆ จะเน้นของไม่แพง ซื้อได้บ่อย ส่วนกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่จะซื้อไม่บ่อย แต่จะขายได้ราคาสูงกว่า เพราะกลุ่มนี้จะเน้นที่วัสดุคุณภาพสูง ขนาด และประโยชน์ใช้สอย มากกว่ากลุ่มแรก” เจ้าของงานฝีมือระบุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ประมาณ 20,000 บาท ส่วนทุนวัสดุทำชิ้นงานอยู่ที่ประมาณ 60% จากราคาขาย ซึ่งสินค้ามีราคาขายเริ่มตั้งแต่ชิ้นละ 200 บาท ไปจนถึง 1,200 บาท โดยเครื่องมืออุปกรณ์ วัสดุ ที่ต้องลงทุนคือ จักรเย็บผ้า และอุปกรณ์งานเย็บผ้า วัสดุก็มีผ้าสำหรับทำกระเป๋า (ใช้ผ้าที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์), ผ้าสักหลาด สำหรับใช้ในการเป็นชิ้นปักลวดลาย, สายหนัง สำหรับทำหูกระเป๋า, ซิป, กระดุม, ใยสังเคราะห์ สำหรับบุกระเป๋า และวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ “กระเป๋าผ้าปัก” ชิ้นงานรูปแบบนี้ มีขั้นตอนไม่มาก แต่จะต้องใช้ทักษะในงานปักและงานเย็บขึ้นรูปกระเป๋าพอสมควร เริ่มจากการออกแบบลวดลายที่จะใช้ในการปัก ลายที่ใช้ปักส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวการ์ตูนน่ารัก โดยมักจะทำการปักไว้หลาย ๆ แบบ หลาย ๆ ชิ้นล่วงหน้า หากต้องการชิ้นไหนก็สามารถหยิบมาใช้ประกอบกับสินค้าได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้ลายปักแล้ว ก็ทำการเย็บประกอบกับตัวกระเป๋า ทำการขึ้นตัวกระเป๋า ตรวจสอบรอยตะเข็บต่าง ๆ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำหลัก ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขั้นตอนไม่มาก แต่ใช้เวลาในขั้นตอนปัก ส่วนใหญ่จะปักไว้พร้อมกันหลาย ๆ ชิ้น เมื่อจะใช้ก็หยิบใช้ได้เลย ลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งที่มาซื้อแบบสำเร็จรูปที่หน้าร้าน และมีทั้ง&lt;br /&gt;ลูกค้าที่สั่งออร์เดอร์ที่ให้ช่วยคิดลายใหม่ให้” วราภรณ์กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจงาน ’กระเป๋าผ้าปัก“ และชิ้นงานอื่น ๆ ในรูปแบบนี้ ต้องการติดต่อวราภรณ์ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-9155-3709 หรือทางอีเมลที่ ae4wara@hotmail.com ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง ’ช่องทางทำกิน“ อีกงานไอเดียน่าสนใจ ที่นำมาเสนอให้พิจารณากันส่งท้ายปลายปี 2554 นี้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'กระเป๋าผ้าปัก' ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/384/3362&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-288497436590660899?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/288497436590660899/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=288497436590660899' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/288497436590660899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/288497436590660899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post_16.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;กระเป๋าผ้าปัก&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-2889747161140183263</id><published>2011-12-11T00:22:00.000-08:00</published><updated>2011-12-11T00:23:55.299-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘ซาลาเปาสมุนไพร’</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ ‘ซาลาเปาสมุนไพร’&lt;br /&gt;“ซาลาเปา” เป็นหนึ่งในอาหารทานเล่นที่ซื้อง่ายขายคล่อง ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีเรื่องราวการทำการขายซาลาเปาแบบไม่ธรรมดา แปลกแหวกแนวดึงดูดลูกค้า เป็นซาลาเปาหลากหลายสีสันโดยผสมสีที่ได้จาก “สมุนไพร” ที่มีประโยชน์มีคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งไส้ซาลาเปาก็มีมากมายเลือกได้หลายอย่าง เป็นอีกช่องทางทำกินที่น่าพิจารณา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................................   &lt;br /&gt;วัลย์ฤดี  เรืองเดชสุวรรณ อายุ 47 ปี  เจ้าของ  “ดาราณีซาลาเปาสมุนไพร”  ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า เดิมทำซาลาเปาธรรมดาขาย เมื่อมีการประกวดโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2552  ได้ทำ “ซาลาเปาสมุนไพร” เข้าไปประกวด และได้รับรางวัลโอทอป 4 ดาว หลังจากนั้นก็ได้ทำขายมาเรื่อย ๆ และได้รับการตอบรับที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนจะมาขายซาลาเปา วัลย์ฤดีเล่าว่ามีอาชีพทำสวนมาก่อน และเป็นลูกจ้างในร้านเบเกอรี่ จึงมีพื้นฐานในการทำเบเกอรี่อยู่บ้าง ส่วนสูตรซาลาเปานั้นไปหาอ่านจากหนังสือเอง และนำมาพลิกแพลงดัดแปลง ซึ่งซาลาเปาสมุนไพรที่ทำนั้น ก็อ่านจากหนังสือที่ได้บอกไว้ว่าสมุนไพรไทยมีประโยชน์ สามารถนำมาประยุกต์ใส่ในอาหารและขนมได้ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งที่บ้านมีพื้นที่ มีสวน มีดอกไม้ที่สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ จึงค่อย ๆ ลองหัดทำดู&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ซาลาเปาสมุนไพรที่ขายมี  9 ไส้ หลายสี สีขาว เป็นซาลาเปาหมูสับ  สีเขียว ไส้ผักรวม  สีขาว/เขียว ไส้สังขยา  สีชมพู ไส้หมูแดง  สีน้ำเงิน ไส้ถั่วดำ สีขาว/น้ำเงิน ไส้เผือก  สีเหลือง ไส้ถั่วเหลือง สีขาว/เหลือง ไส้ครีม  สีน้ำตาล ไส้โกโก้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัลย์ฤดีกล่าวว่า เหตุที่แบ่งออกเป็นสี ๆ เพื่อให้ลูกน้องขายได้ง่าย ๆ เพราะไม่ต้องจำอะไรยาก ๆ และการทำสีซาลาเปานั้น สีต่าง ๆ ที่ผสมลงไปในแป้งซาลาเปาเป็นสีที่ได้จากสมุนไพรล้วน ๆ และมีประโยชน์กับร่างกาย อาทิ สีชมพู มาจากดอกเฟื่องฟ้า สีเขียวมาจากใบเตย สีน้ำเงินมาจากดอกอัญชัน สีเหลืองมาจากขมิ้นสด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อุปกรณ์ทำซาลาเปา หลัก ๆ ก็มีเตาแก๊ส กะละมัง ที่ร่อนแป้ง เครื่องนวดแป้ง รังถึง ไม้นวดแป้ง และอุปกรณ์ทำเบเกอรี่อื่น ๆ ทุนอุปกรณ์ก็ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป ส่วนวิธีทำแป้งซาลาเปา ใช้แป้งสาลีตราบัวแดง 2 กก. ผสมร่อนกับแป้งสาลี 200 กรัม ใส่น้ำเปล่า 1.4 กก. ผงฟู 20 กรัม ตีรวมกันด้วยเครื่องตีแป้งจนแป้งเนียน ดูว่าแป้งยืดได้ก็ใช้ได้ (ถ้าตีไม่เนียน แป้งจะไม่นุ่ม) พักแป้งไว้โดยคลุมด้วยผ้าขาวบางประมาณ 30 นาที สังเกตดูว่าแป้งพองตัวขึ้นเป็น 2 เท่า ก็พร้อมใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทำสีสมุนไพร สีชมพู ใช้ดอกเฟื่องฟ้า ล้างให้สะอาด ปั่นสด ๆ กรองด้วยผ้าขาวบาง หรืออาจใช้แครอทก็ได้, สีเขียว ใช้ใบเตยแก่สด ๆ ล้างให้สะอาด หั่นละเอียด ปั่นน้ำสด ๆ กรองด้วยผ้าขาวบาง, สีน้ำเงิน ใช้ดอกอัญชันสด ล้างให้สะอาด ปั่นสด ๆ กรองด้วยผ้าขาวบาง, สีเหลือง ใช้ขมิ้นสดปั่นน้ำออกมา กรองด้วยผ้าขาวบาง ส่วนสีน้ำตาล ใช้ผงโกโก้ทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แป้งซาลาเปาที่นวดแล้ว 1 กก. จะปั้นซาลาเปาได้ 50-60 ลูก โดย ถ้าจะทำเป็นแป้งสีต่าง ๆ จะใช้แป้ง 1 กก. นวดผสมสีสมุนไพรที่ต้องการ 1 ช้อนแกง ส่วนแป้งสีน้ำตาลใช้ผงโกโก้ 1 ช้อนชา ร่อนลงไปนวดกับแป้ง 1 กก.  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับไส้ซาลาเปา วัลย์ฤดีบอกว่า ไส้ที่ขายดี  มีอาทิ ไส้หมูแดง ไส้ผักรวม ไส้สังขยา ไส้ครีม ไส้เผือก โดยไส้หมูแดง ใช้หมูเนื้อแดง 1.5 กก. ต้มให้นุ่ม ทุบให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ  ผัดกับซอสพริก 1 ถ้วยตวง  ปรุงรสด้วยน้ำตาลทรายแดง  กระเทียม พริกไทย, ไส้ผักรวม ใช้กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีม่วง แครอท ข้าวโพดอ่อน  อย่างละ 500 กรัม ล้างน้ำ หั่นซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมด้วยเห็ดหอมพอประมาณ โดยนำเห็ดไปแช่น้ำให้นุ่ม ต้มให้สุก และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ  การทำเป็นไส้ผักรวมก็นำผักทั้งหมดไปผัดน้ำมันพืช  ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ซอสปรุงรสเจ  ซีอิ้ว ให้ได้รสชาติที่ต้องการ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไส้ครีม ใช้ไข่แดง 10 ฟอง แป้งสาลี 300 กรัม ยีให้เข้ากัน และใส่นมสด 1 กระป๋อง น้ำตาลทราย 400 กรัม  คนให้เข้ากัน นำไปกวนในเตาให้ข้นเข้ากัน, ไส้สังขยาใบเตย ใช้แป้งสาลี 500 กรัม นมข้น ฝ กระป๋อง นมสด 1 กระป๋อง น้ำตาลทราย 400 กรัม น้ำใบเตย 2 ช้อนโต๊ะ, ไส้โกโก้  ใช้แป้งสาลี  300 กรัม  นมข้น ฝ กระป๋อง นมสด 1 กระป๋อง น้ำตาลทราย 400 กรัม และผงโกโก้ 1 ช้อนชา, ไส้เผือก ใช้เผือกนึ่ง 1 กก. กวนกับน้ำตาลทราย 500 กรัม กวนจนเข้ากัน (ไม่ใส่กะทิ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีปั้นเป็นซาลาเปา แบ่งแป้งออกเป็นลูก ๆ ละ 50 กรัม แผ่แป้งออกเป็นวงกลม ตักไส้ใส่ลงบนแป้งพอประมาณ จับแป้งคลุมปิดให้เรียบร้อย จีบรอบให้สวยงาม ส่วนเทคนิคทำแป้งที่มี 2 สี จะแบ่งแป้งขาวกับแป้งที่ผสมสีออกมาอย่างละ 25 กรัม วางติดกัน แผ่แป้งออกเป็นวงกลม ตักไส้ใส่ลงไปพอประมาณ จีบปิดให้เรียบร้อยสวยงาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปั้นหุ้มไส้เสร็จก็คลุมผ้าขาวบาง ประมาณ 15 นาที ถ้าอากาศร้อน ถ้าอากาศเย็นจะนานกว่านี้ เมื่อแป้งพองแล้วก็นำไปใส่รังถึงนึ่งให้สุก ใช้เวลาราว 15 นาที โดยราคาขายซาลาเปาคือใบละ 12 บาท ต้นทุนใบละประมาณ 7 บาทขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนใจ “ซาลาเปาสมุนไพร” ต้องการติดต่อ วัลย์ฤดี เรืองเดชสุวรรณ ติดต่อได้ที่ 92/1 หมู่ 10 ต.หนองยาง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โทร.08-5275-0468 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่ยังไปได้ดี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................................ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คู่มือลงทุน...ซาลาเปาสมุนไพร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนอุปกรณ์    5,000 บาทขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัตถุดิบ 7 บาทขึ้นไป / ลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้  ราคาลูกละ 12  บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด ตลาดนัด, แหล่งค้าขายทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ สีสันจากสมุนไพรเป็นจุดขาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/2542&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-2889747161140183263?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/2889747161140183263/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=2889747161140183263' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2889747161140183263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2889747161140183263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post_11.html' title='แนะนำอาชีพ ‘ซาลาเปาสมุนไพร’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-95979024364558967</id><published>2011-12-09T22:27:00.001-08:00</published><updated>2011-12-09T22:27:50.068-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'รับเพนท์ผนังบ้าน'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'รับเพนท์ผนังบ้าน'การตกแต่งผนังบ้านให้สวยงามมีอยู่หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทาสีสันตามที่ชอบ หรือใช้วิธีติดวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายให้เลือกมากมายสร้างความสวยงามให้กับ ผนังบ้านได้เป็นอย่างดี แต่บางคนอยากได้ลวดลายผนังบ้านตามที่อยากได้ เป็นลายที่ไม่เหมือนใคร การ ’เพนท์ผนังบ้าน“ การเพนท์ลวดลายลงผนังบ้าน ก็เป็นอีกทางเลือกที่หลาย ๆ คนนิยมทำกัน อาชีพรับเพนท์ฝาผนังบ้านจึงเป็นอีกหนึ่ง ’ช่องทางทำกิน“  ที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ก็มีข้อมูลมานำเสนอ...&lt;br /&gt;                               &lt;br /&gt;ศราวุธ แซ่ฉั่ว เป็นช่างเพนท์ภาพบนผนัง มีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้มายาวนาน เขาเป็นคนที่ชอบการวาดรูป ชอบออกแบบ และก็เรียนจบมาทางด้านตกแต่งภายใน จบจากเพาะช่าง หลังจากที่จบออกมาก็เข้าทำงานบริษัทรับออกแบบตกแต่งแห่งหนึ่งซึ่งตรงกับสาย งานที่เรียนมา โดยเจ้าตัวเล่าว่า ได้เข้าทำงานที่บริษัทออกแบบตกแต่ง แต่ทำอยู่ได้ประมาณ 2 เดือนก็เจอช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 บริษัทที่ทำงานอยู่ได้รับผลกระทบด้วย ทำให้ตัดสินใจลาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นพยายามมองหางานใหม่ ก็ได้งานที่ท้าทายมาทำ คือการรับงานเพนท์เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่โรงงานแห่งหนึ่ง ที่เป็นของบริษัทต่างชาติ ส่งสินค้าพวกเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเพนท์ในประเทศไทยโดยนำเข้ามาผ่านบริษัทของคน ไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ช่วงนั้นยอมรับว่าได้รายได้ดีมาก แต่ก็ทำอยู่ได้ประมาณ 3 ปี บริษัทที่ผมทำอยู่ก็เริ่มมีปัญหากันภายใน จนในที่สุดก็ต้องปิดตัวลง ตอนนั้นผมว่าจะเรียนต่อ แต่ที่สุดก็ได้กลับไปทำงานบริษัทออกแบบตกแต่งอีกครั้ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเล่าอีกว่า งานเพนท์เฟอร์นิเจอร์ ทำให้ได้ประสบการณ์การทำงานด้านเพนท์มาก เหมือนเป็นงานที่ทำให้เปลี่ยนวิถีเส้นทาง จากการที่เป็นคนชอบวาดภาพ ชอบออกแบบ และมีความรู้ในเรื่องการออกแบบในคอมพิวเตอร์ ซึ่งในช่วงที่ว่างจากงานประจำก็จะออกแบบลวดลายเฟอร์นิเจอร์แล้วเอาไปเสนอขาย ให้กับบริษัทที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นก็ต่อยอดจากการเพนท์เฟอร์นิเจอร์มาเป็นการ รับเพนท์ผนังบ้าน ซึ่งก็ไปได้ เพราะคนที่ทำทางด้านนี้ยังมีไม่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำงานประจำไปด้วย ออกแบบลวดลายและรับเพนท์เฟอร์นิเจอร์ไปด้วย อยู่ประมาณ 3 ปี ก็ตัดสินใจออกจากงานประจำมารับเพนท์ผนังบ้าน ออกแบบลวดลายอย่างจริงจัง ซึ่งศราวุธบอกว่า ตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนจ้างไปเพนท์ทุกวันหรือเปล่า แต่ก็ตัดสินใจออกมาทำงานนี้ เพราะคิดว่าน่าจะไปได้ด้วยดี เพราะมีลูกค้าหันมาให้ความสนใจกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ตัดสินใจทำงานเพนท์ผนังบ้านอย่างจริงจัง ก็เริ่มจากการทำเว็บไซต์เพื่อใช้เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และเป็นหน้าร้านสำหรับโชว์ผลงานเพนท์เฟอร์นิเจอร์และผลงานเพนท์ผนังของตัว เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;’การทำเว็บไซต์ถือว่าเป็นช่องทางที่ค่อนข้างได้ผลดี ทำให้ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น“ ศราวุธกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันงานเพนท์ผนังได้กลายเป็นงานหลักที่มีลูกค้าให้ความสนใจติดต่อสอบถาม ทุกวัน มีลูกค้าว่าจ้างใช้บริการมากขึ้น ซึ่งศราวุธบอกถึงการเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเพนท์ผนังว่า การเพนท์สีผนังนั้นสีที่ใช้จะใช้เป็นสีอะคริลิกที่มีคุณภาพเพราะหลังจากที่ ทำการเพนท์แล้วสีจะออกมาดูสวยสดใส และทำความสะอาดได้ง่ายเพียงใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดเท่านั้น หรือใครจะใช้สีทาบ้านทั่วไปทำการเพนท์ก็ได้ แต่ต้องเลือกเกรดที่ใกล้เคียงกับสีอะคริลิก และเรื่องความสดใสของสีก็จะสดลงมา ส่วนสีรองพื้นจะใช้เป็นสีทาบ้านเกรดใกล้เคียงกับสีอะคริลิกทารองพื้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พู่กันและแปรงสำหรับลงสีหรือวาด ก็จะต้องมีหลากหลายเบอร์ ตั้งแต่เบอร์เล็กไปจนถึงเบอร์ใหญ่ นอกจากนั้นอาจจะต้องมีเครื่องปั๊มลมไว้สำหรับทำแอร์บรัชพ่นสีสำหรับพื้นที่ ที่กว้าง เพื่อช่วยเรื่องความสะดวกและรวดเร็วในการทำงานมากขึ้น เรื่องของกระดาษกาวที่ใช้ติดผนังบังส่วนที่ไม่ได้ทำงาน ป้องกันสีไปเปื้อนส่วนอื่น ก็จำเป็นต้องมี ก่อนติดกระดาษกาวจะต้องดูพื้นผนังก่อนว่าเป็นพื้นแบบไหน ถ้าเป็นพื้นที่ใช้กระดาษกาวติดแล้วเวลาดึงสีผนังไม่ลอกติดมาด้วยก็ใช้กระดาษ กาวทั่วไปติดได้ แต่ถ้าเป็นพื้นผนังที่ติดแล้วสีลอกตามมาด้วย จะต้องใช้กระดาษกาวอย่างดีและก่อนติดควรนำกระดาษกาวมาติดที่กางเกงเพื่อให้ ขนของกางเกงติดไปที่กระดาษกาวก่อน เป็นการลดความเหนียวของกระดาษกาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับทุนในการซื้ออุปกรณ์เบื้องต้นก็อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 10,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเพนท์ เมื่อได้รับว่าจ้างให้ไปเพนท์ผนัง อย่างแรกก็จะต้องไปดูสถานที่ ถ่ายรูปไว้ ถ้าเป็นพื้นที่ไม่เรียบก็จะบอกเจ้าของบ้านให้ปรับพื้นให้เรียบก่อน จากนั้นก็กลับมาออกแบบลวดลายหรือภาพลงในคอมพิวเตอร์ อาจจะออกแบบหลายแบบเพื่อให้ลูกค้าเลือก การออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศหรือสไตล์ของบ้านเป็นสิ่งจำเป็น ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อลูกค้าเลือกแบบแล้ว ก็พรินต์แบบเป็นภาพสีออกมาแล้วก็ไปเริ่มการเพนท์ โดยเริ่มจากทำความสะอาดผนังที่จะเพนท์ให้สะอาดโดยใช้ผ้าเช็ดฝุ่นละอองก่อน จากนั้นติดกระดาษป้องกันสีเปื้อนพื้นที่ที่ไม่ได้เพนท์ แล้วก็ทำการวาดเพนท์ตามแบบได้ทันที หลังจากที่วาดเพนท์ภาพเสร็จแล้วก็ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบพื้นที่การทำงาน ให้เรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“การเพนท์ภาพนี้จำเป็นต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ในการทำ หรือจะใช้วิธีการตัดทำแบบมาทาบแล้วลงสีก็ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการ เพนท์แบบฟรีแฮนด์” ศราวุธกล่าว ซึ่งอัตราค่าจ้างในการเพนท์ผนังบ้านนั้นก็มีตั้งแต่ 4,000 บาทขึ้นไป โดยขึ้นอยู่กับรายละเอียดของภาพ รวมถึงรูปแบบของภาพ และพื้นที่ในการทำการเพนท์ด้วย&lt;br /&gt;                                   &lt;br /&gt;ศราวุธใช้เว็บไซต์ www.baanchangpaint.com เป็นหน้าร้านและเป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้า ส่วนเบอร์โทรศัพท์คือ 08-9446-1633 ซึ่งอาชีพรับ’เพนท์ผนังบ้าน“ นี่ก็เป็นอีกรูปแบบ ’ช่องทางทำกิน“ กลุ่มงานศิลป์ผนวกงานบริการที่น่าสนใจ โดยหลังผ่านยุคน้ำท่วมใหญ่ คนไทยมีการปรับปรุงบ้านกันมาก อาชีพนี้อาจจะยิ่งมีอนาคตสดใส.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/2401&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-95979024364558967?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/95979024364558967/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=95979024364558967' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/95979024364558967'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/95979024364558967'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post_09.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;รับเพนท์ผนังบ้าน&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-5649552312436912873</id><published>2011-12-03T17:44:00.000-08:00</published><updated>2011-12-03T17:46:25.979-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'หมี่กรอบสมุนไพร'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'หมี่กรอบสมุนไพร' การนำพืชผักสมุนไพรมาผสมผสานพลิกแพลงกับสูตรอาหาร ทำให้อาหารเกิดคุณค่าที่มีประโยชน์กับร่างกายมากขึ้น ทำให้เกิดสูตรอาหารใหม่ ๆ ที่อร่อยได้อย่างลงตัว และในปัจจุบันในยุคที่อาชีพขายอาหารมีคู่แข่งมาก อาหารประเภทที่มีสมุนไพรก็ถือเป็น “ช่องทางทำกิน” ที่สามารถดึงเงินลูกค้าได้ดี  อย่าง “หมี่กรอบสูตรสมุนไพร” นี่ก็ใช่...&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรปากน้ำโจ้โล้ ที่มีประธานกลุ่มคือ ทองพูล ศรีวรนันท์ เล่าให้ฟังว่า ได้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านมาตั้งแต่ปี 2545 วัตถุประสงค์เพื่อให้แม่บ้านหารายได้เสริมมาช่วยเหลือครอบครัว โดยเริ่มแรกก็ช่วยกันมองหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงในท้องถิ่น มาผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดมา เพื่อการผลิตสินค้า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“วัตถุดิบที่มีคุณภาพของท้องถิ่นเราก็จะมี มะขาม มะม่วง และสมุนไพรต่าง ๆ ก็นำมาแปรรูปทำเป็นมะขามคลุก มะขามแก้ว มะม่วงกวน ส่งออกขายในท้องถิ่นเพื่อเป็นรายได้เสริม แต่ปัญหาอยู่ที่มะม่วงกวนจะมีเป็นบางฤดู ไม่ได้มีตลอดปี ทางกลุ่มจึงคิดว่าควรหาผลิตภัณฑ์หรือช่องทางอื่นมาช่วย แล้วก็มาเลือก หมี่กรอบสูตรสมุนไพร ที่เป็นของทานเล่น ทานกันได้ทั้งเด็กผู้ใหญ่ มีอายุการเก็บได้นาน และที่สำคัญคือในพื้นที่มีโรงงานผลิตเส้นหมี่ ประกอบกับมีการผลิตน้ำตาลโตนดที่มีคุณภาพดี กลิ่นหอม มีรสชาติอร่อย จึงนำมาเป็นส่วนผสมในการปรุงรสด้วย”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทองพูลบอกอีกว่า เพราะความอร่อยของหมี่กรอบสูตรสมุนไพร จึงมีการพูดกันปากต่อปาก ซึ่งทางกลุ่มได้มีการพัฒนารสชาติเพื่อความแปลกใหม่ เช่น สูตรมันกุ้ง จนได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหมี่กรอบสูตรสมุนไพร หลัก ๆ ก็มี... เตาแก๊ส, กระทะขนาดใหญ่, ตะแกรง, ตะหลิว, กะละมังขนาดใหญ่, ทัพพีไม้, เครื่องปั่น, ผ้าขาวบาง, หม้อสเตนเลส และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่หยิบฉวยได้จากในครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัตถุดิบหลัก ๆ ในการทำหมี่กรอบสมุนไพร ก็มี... เส้นหมี่ขาว, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด, ใบมะกรูดทอด, พริกแห้งทอด และส่วนผสมของน้ำปรุงรสหรือน้ำคลุกเส้นหมี่ ก็มี... น้ำมะนาว, น้ำมะขามเปียก, ซอสปรุงรส, น้ำตาลโตนด, น้ำปลา, เกลือ และกระเทียมเจียว ขั้นตอนการทำ “หมี่กรอบสูตรสมุนไพร” เริ่มจากการทำน้ำคลุกหรือน้ำปรุงรสเส้นหมี่กรอบ ซึ่งต้องทำเตรียมเอาไว้เป็นอันดับแรก สามารถทำเตรียมได้คราวละมาก ๆ เพราะเก็บไว้ได้หลายวัน โดยนำน้ำตาลโตนดและน้ำมะขามเปียกใส่ลงไปในกระทะ แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ความร้อนปานกลาง คนส่วนผสมให้เข้ากัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอเดือดปรุงรสด้วยน้ำปลา ซอสปรุงรส เกลืออีกเล็กน้อย น้ำมะนาว และใส่กระเทียมเจียวตามลงไป ชิมให้ได้ 3 รสตามชอบ ทำการเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ จังหวะนี้ต้องหมั่นคนไปเรื่อย ๆ อย่าหยุดมือเพราะอาจไหม้ได้ เมื่อน้ำคลุกเส้นหมี่เหนียวเป็นตังเมก็เป็นอันใช้ได้ ยกลงตั้งพักไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำหมี่กรอบ โดยการตั้งกระทะ เทน้ำมันให้ท่วม ใช้ไฟแรง พอน้ำมันร้อนจัด ๆ ค่อย ๆ ใส่เส้นหมี่ลงไปทอด ให้ทอดทีละพับ ไม่ต้องทอดนาน พลิกหน้าพลิกหลัง พอเส้นหมี่เหลืองกรอบก็ตักขึ้นพักไว้ในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ลำดับถัดมาก็เป็นการคลุกเส้นหมี่กรอบ โดยนำเส้นหมี่ที่ทอดเตรียมไว้ใส่ลงในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วค่อย ๆ เทน้ำคลุกเส้นหมี่ราดลงบนเส้นหมี่ ช่วงการคลุกเคล้าต้องใช้ความรวดเร็ว คลุกไปเรื่อย ๆ จนกว่าเส้นหมี่และน้ำคลุกจะเข้ากันดี และต้องคลุกตอนที่ยังร้อนอยู่ เพราะถ้าเย็น หรือคลุกไม่เร็ว เส้นหมี่จะจับตัวเป็นก้อนทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสร็จแล้วก็นำหมี่กรอบบรรจุใส่กล่องพลาสติก โรยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ใบมะกรูดทอด และพริกแห้งทอด โดยทางกลุ่มแม่บ้านตั้งราคาขายกล่องละ 35 บาท&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;“หมี่กรอบสูตรสมุนไพร” ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรปากน้ำโจ้โล้นี้ ใครสนใจสั่งซื้อติดต่อคุณทองพูลได้ที่ โทร.0-3859-5662, 08-1862-8455 และมีขายที่ตลาดน้ำบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และที่ร้านบุญมี ถนนฉะเชิงเทรา-บางปะกง ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ติดต่อคุณบุญมี โทร.0-3813-3174, 08-1928-8216.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/1530&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-5649552312436912873?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/5649552312436912873/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=5649552312436912873' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5649552312436912873'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5649552312436912873'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post_03.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;หมี่กรอบสมุนไพร&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-666385547338933484</id><published>2011-12-03T01:10:00.001-08:00</published><updated>2011-12-03T01:10:51.032-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'หูฟังถัก'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'หูฟังถัก'มหาอุทกภัยเริ่มคลี่คลายในหลายพื้นที่ แต่ถ้าใครยังเผชิญความลำบากอยู่ ทีม ’ช่องทางทำกิน“ ขอส่งใจช่วยให้ผ่านพ้นอุปสรรคครั้งนี้ไปได้เร็ว ๆ ส่วนวันนี้ ณ ที่นี้ก็มีข้อมูลงานไอเดียงานฝีมือมานำเสนอ เป็นงานไม่ยาก รายละเอียดไม่ซ้ำซ้อน แต่ทำขายสร้างรายได้อย่างไม่น่าเชื่อ กับงาน “หูฟังถัก” ที่ก็น่าสนใจ...&lt;br /&gt;                      &lt;br /&gt;“นิภาพรรณ อันสุวรรณ์ชัย” ซึ่งทำงานประดิษฐ์ “หูฟังถัก” เล่าว่า ตนเองชอบและหลงใหลงานประดิษฐ์ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับถักและประดิษฐ์จากผ้า ทำให้มีความชำนาญเกี่ยวกับงานประเภทนี้เป็นพิเศษ สำหรับไอเดียงานหูฟังถักนี้เริ่มจากตัวเองเป็นคนชอบฟังเพลง ซึ่งหูฟังที่ใช้ประจำมีราคาแพง และมักมีปัญหาจากการใช้งาน เช่น ข้อต่อขาดจากการพับหรือม้วน, สายสกปรกง่าย  จึงลองนำงานถักมาปรับใช้ โดยเริ่มทำจากหูฟังของตนเองที่มีอยู่ โดยมีทั้งการถักที่สายหูฟัง และการถักในส่วนที่เป็นที่ครอบหูฟัง หลังทำเสร็จปรากฏว่ามีคนรู้จักเห็นเข้าและสอบถามว่าซื้อมาจากที่ไหน ตนจึงคิดว่าน่าจะสามารถผลิตและต่อยอดเพื่อผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายได้ จึงทำออกมา โดยอาศัยจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ http://i-ears.tarad.com และในเฟซบุ๊ก www.facebook.com/iears2011  ก็ปรากฏว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีของหูฟังถัก นิภาพรรณบอกว่า จะช่วยทำให้สายหูฟังดูใหม่เสมอ การถักหุ้มสายหูฟังทำให้สายหูฟังไม่โดนความสกปรกจากคราบมือ หรือมีสิ่งสกปรกต่าง ๆ มาติด ยิ่งสายหูฟังสีขาวด้วยแล้ว ยิ่งเห็นชัดได้ง่ายว่าสีหม่น เมื่อเก่าหรือสกปรก นอกจากนี้งานถักยังช่วยป้องกันและเพิ่มความแข็งแรงสายขั้วต่อต่าง ๆ ช่วยให้แข็งแรงมากขึ้นและใช้งานได้นานขึ้น เนื่องจากเมื่อใช้งานไปนาน ๆ บริเวณข้อต่อของหูฟัง เช่น บริเวณที่สวมหู และบริเวณแจ๊กเสียบ มักจะหลุดหักและขาดบ่อยจากการใช้งาน กับการพับงอขณะเก็บหูฟัง ซึ่งการถักหุ้มหูฟังจะช่วยคลุมสายส่วนขั้วต่อ ทำให้ลดความเสี่ยงความเสียหายที่เกิดจากการถูกทับ หรือใส่กระเป๋าโดยไม่ระมัดระวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สินค้าจะเน้นที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ขณะเดียวกันเราก็เพิ่มลูกเล่นและสีสันเข้าไปเพื่อให้สินค้าดูแปลกตา สร้างความน่าสนใจให้หูฟังมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันชิ้นงานมีทั้งที่ทำสำเร็จรูป โดยเราซื้อหูฟังนำมาถักเอง กับอีกแบบคือลูกค้าจะส่งหูฟังของลูกค้ามาให้เราถัก หรือในอนาคตที่คิดไว้คือลูกค้าสามารถสั่งรุ่นและยี่ห้อของหูฟังที่ต้องการ โดยทางเราจะเป็นฝ่ายจัดซื้อให้และนำมาถักแบบสำเร็จรูป” นิภาพรรณกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับทุนเบื้องต้นการทำชิ้นงานรูปแบบนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6,000 บาท ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 150-300 บาทต่อการถักหูฟัง 1 ชุด หรือขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของชิ้นงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ก็มีไม่มากชิ้น หลัก ๆ ประกอบด้วย ด้ายซัมเมอร์ (คุณสมบัติคือ เส้นเล็ก เหนียว ไม่มีขนเหมือนไหมพรม), กรรไกร, เข็มถักโครเชต์หลายขนาด, เข็มปลายทู่ (ห้ามใช้เข็มปลายแหลมเพราะอาจทำอันตรายและสร้างความเสียหายกับสายหูฟังได้) และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ ตามต้องการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการออกแบบและวางรูปแบบลวดลายที่จะถัก และเลือกสีด้ายที่ต้องการใช้ จากนั้นเริ่มทำการถัก โดยอาจจะเริ่มถักจากหูฟังก่อน หรือถักจากส่วนที่เป็นข้อต่อก่อนก็ได้ รูปแบบการถักเรียกว่า ถักแบบเก็บปลายด้าย โดยจะไม่มีการมัดด้ายเป็นปม เพราะปมของด้ายอาจจะไปเบียดสายหูฟังทำให้เกิดความเสียหายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อขึ้นรูปแบบได้แล้ว ก็ให้ถักต่อไปเรื่อย ๆ จนครบความยาวของสายหูฟัง หากเป็นการถักแบบสีเดียวก็จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นการถักสลับสี ระยะเวลาที่ใช้ก็อาจจะเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับจำนวนของสีที่ใช้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งานหูฟังถักมีขั้นตอนการทำไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลาและต้องใช้ความระมัดระวังในการขึ้นชิ้นงาน เพราะหูฟังที่ลูกค้าส่วนใหญ่นำมาให้ถักมักจะเป็นหูฟังที่มีราคาแพง ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งจำเป็นมากว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อใจว่าหูฟัง ของเขาจะไม่เกิดความเสียหายในขั้นตอนการถัก” นิภาพรรณระบุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจ ’หูฟังถัก“  ต้องการติดต่อนิภาพรรณ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-0552-2759 หรือตามเว็บไซต์ข้างต้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกงานไอเดียชิ้นเล็ก ๆ ที่รายได้ไม่เล็ก เป็นอีกรูปแบบ “ช่องทางทำกิน” ที่ใช้เวลาในการทำไม่มาก ขั้นตอนการทำไม่ยากเกิน ไม่มีอุปกรณ์มากมายซับซ้อน ที่นำมาบอกเล่าไว้ให้ลองพิจารณากัน.&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/article/384/1442&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-666385547338933484?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/666385547338933484/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=666385547338933484' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/666385547338933484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/666385547338933484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;หูฟังถัก&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-7255610582392804185</id><published>2011-11-26T16:50:00.000-08:00</published><updated>2011-11-26T16:51:52.504-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘เดคูพาจ’</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ ‘เดคูพาจ’งานผนึกรูปบนพื้นผิววัตถุ-วัสดุ หรือ “เดคูพาจ”  ซึ่งได้รับความนิยมในไทยมาได้ระยะหนึ่ง   จนวันนี้ก็ยังสามารถสร้างงาน-สร้างเงินได้อยู่  และก็สามารถพลิกแพลงทำเงินได้จากหลากหลายวัสดุ โดยวันนี้ทางทีม  “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลการทำกินในลักษณะนี้มาบอกต่อกันอีกรูปแบบหนึ่ง  โดยรูปแบบนี้ก็มีกระดาษ “ทิซชู” เป็นองค์ประกอบสำคัญ...&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt; ผึ้ง-ปวีณา เอิบโชคชัย วัย 24 ปี วิทยากรประจำบีเบลล์แอนด์ลามอนเทจช็อป  เป็นอีกหนึ่งผู้สันทัดกรณีงานผนึกกระดาษทิซชูลงบนซองใส่โทรศัพท์มือถือ หรือ  แนพกิ้นเดคูพาจ โดยสร้างลายลงกระดาษทิซชูเอง เจ้าตัวเล่าว่า  สนใจงานศิลปะมาตั้งแต่หลังเรียนจบ และหาที่เรียนวิชาด้านนี้ยามว่าง  ก็เห็นว่าลายกระดาษทิซชูที่ใช้ทำงานแบบนี้นั้นส่วนมากจะเป็นลายกระดาษที่นำ เข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก จึงอยากจะสร้างลายกระดาษทิซชูเอง  ด้วยความที่เรียนจบมาทางด้านวารสาร ศาสตร์ และทำงานด้านนิตยสาร  จึงพอจะมีความรู้เกี่ยวกับการพรินต์ภาพด้วยคอมพิวเตอร์  จึงทดลองพิมพ์รูปบนกระดาษทิซชูดู แล้วใช้เทคนิคเดคูพาจผนึกบน  ซองพลาสติกพีวีซีใส่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ได้ผลดี จึงทดลองทำออกขาย  จนทุกวันนี้บอกได้ว่ารู้สึกสนุกกับการประดิษฐ์และการสอนเทคนิคนี้  และหันมายึดเป็นอาชีพหลักไปแล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแนพกิ้นเดคูพาจ หลัก ๆ ก็มี พรินเตอร์สี  (ใช้หมึกกันน้ำ) ราคาประมาณ 2,500 บาท, เตารีด, ไดร์เป่าผม, กรรไกรเล็ก,  ฟองน้ำ, พู่กันเล็ก, แปรงทากาวทาเคลือบ ส่วนวัสดุก็มี กระดาษทิซชูสีขาว  ขนาด 6x8 นิ้ว 1 แผ่น, กระดาษขนาด A4, กระดาษกาว, กาวเดคูพาจ,  น้ำยาเคลือบเดคูพาจ และซองพลาสติกพีวีซีสีขาว ขนาด 3.5x6 นิ้ว  หรือวัสดุอื่น ๆ ตามแต่ต้องการจะทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีทำเดคูพาจ   สร้างลายกระดาษทิซชูโดยการใช้ไฟล์รูปจากคอมพิวเตอร์  ซึ่งอาจเป็นรูปที่ตนเองชอบ ดาราคนโปรด รูปเพื่อน ฯลฯ  วางไฟล์ภาพลงโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด โดยแปะภาพลงบนกึ่งกลางของหน้า  ปรับรูปให้ได้ขนาด 3.5x6 นิ้ว จากนั้นรีดทิซชูให้เรียบด้วยเตารีด  โดยใช้ไฟปานกลาง ถ้าไม่รีดให้เรียบเวลาที่พรินต์ออกมาลายกระดาษจะย่น  แต่ก็อย่ารีดจนไหม้หรือเหลืองเด็ดขาด  รีดทิซชูแล้วก็วางกระดาษทิซชูลงบนกระดาษ A4 แปะขอบด้วยกระดาษกาว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; จากนั้นใส่เข้าเครื่องพรินเตอร์ พรินต์รูปออกมา เท่านี้ก็พร้อมใช้งาน  ซึ่งซองพีวีซี 1 ซองจะใช้ลายกระดาษทิซชู 2 ชิ้น การทำก็ทากาวเดคูพาจ  ลงบนซองพลาสติกพีวีซีให้ทั่ว โดยทำทีละด้าน เสร็จแล้วเป่าให้กาวแห้ง  แปะกระดาษทิซชูลงบนซองด้านใดด้านหนึ่ง  ใช้ฟองน้ำชุบน้ำพอหมาดกดฟองน้ำตรงกึ่งกลางกระดาษเพื่อให้กระดาษทิซชูติดกับ ซองพีวีซี จากนั้นไล่กดจากบริเวณตรงกลางขึ้นไปด้านบนและด้านล่างของซอง  เสร็จแล้วใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง ถ้าเป่ากาวไม่แห้ง  เมื่อนำไปทาน้ำยาเคลือบ กระดาษทิซชูจะเหลืองได้  เก็บริมซองโดยการใช้กรรไกรตัดให้เหลือขอบเล็กน้อย  ใช้พู่กันเล็กทากาวเดคูพาจเก็บขอบให้เรียบร้อย  จากนั้นจึงทำอีกด้านหนึ่งของซองด้วยวิธีการเดียวกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เสร็จแล้วก็เคลือบลายกระดาษทิซชูด้วยน้ำยาเคลือบเดคูพาจ  โดยการทารอบแรกให้ทาน้ำยาบาง ๆ เป่าให้แห้ง จากนั้นจึงทาน้ำยาเคลือบอีกรอบ  โดยทาน้ำยาให้มากขึ้นอีกหน่อย เป่าให้แห้ง บรรจุใส่กล่องหรือซอง  เท่านี้ก็เสร็จขั้นตอน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;งานสำเร็จรูปเดคูพาจลักษณะนี้ สามารถตั้งราคาขายในราคาชิ้นละ 199-250 บาท โดยต้นทุนเฉลี่ยไม่เกิน 100 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; งานผนึกกระดาษทิซชูบนพื้นผิววัตถุหรือ แนพกิ้นเดคูพาจนี้  นอกจากซองพลาสติกพีวีซีสำหรับใส่โทรศัพท์มือถือแล้ว  ยังสามารถทำได้กับของใช้หลากหลาย อาทิ กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ เครื่องสาน  แก้ว ผ้า สังกะสี ฯลฯ เพื่อตกแต่งให้ดูสวยงาม  และเพิ่มมูลค่าสิ่งของด้วยลวดลาย  ซึ่งเราสามารถจะทำลวดลายบนกระดาษทิซชูได้เอง&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ใครสนใจงาน  แนพกิ้นเดคูพาจ และวิธีการสร้างลวดลายกระดาษทิซชูด้วยตัวเอง  ก็ลองไปฝึกฝนทำกันดู ส่วนถ้าใครต้องการติดต่อ ผึ้ง-ปวีณา เอิบโชคชัย  ก็ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-4426-2424 หรือเข้าไปดูผลงานของเธอได้ที่  www.facebook.com/ilovebebelleshop ซึ่งงานเดคูพาจนั้น  ถึงวันนี้ก็ยังเป็นอีกหนึ่งงานอาร์ต ๆ ที่น่าสนใจ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=178116&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-7255610582392804185?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/7255610582392804185/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=7255610582392804185' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7255610582392804185'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/7255610582392804185'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post_1988.html' title='แนะนำอาชีพ ‘เดคูพาจ’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-2787753881462783124</id><published>2011-11-26T01:29:00.000-08:00</published><updated>2011-11-26T01:30:18.882-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘ขนมฝรั่งกุฎีจีน’</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ ‘ขนมฝรั่งกุฎีจีน’เป็นของว่างทานเล่น  ซึ่งเข้ามาในไทยโดยชาวตะวันตกที่มาอยู่ที่ริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี  เป็นขนมที่คนไทยรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการทำสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ   ปัจจุบันขนมกุฎีจีนยังมีการทำอยู่ที่ชุมชนกุฎีจีน  เอกลักษณ์ของขนมชนิดนี้อยู่ที่เป็นขนมลูกผสมระหว่างจีนกับฝรั่ง  ตัวขนมเป็นตำรับแบบโปรตุเกส ขณะที่หน้าขนมเป็นแบบจีน โรยด้วยฟักเชื่อม  ลูกพลับอบแห้ง ลูกเกด ซึ่งชาวจีนเชื่อว่ารับประทานแล้วจะร่มเย็น  แถมมีคุณค่าทางอาหาร  ส่วนน้ำตาลทรายทานแล้วจะมั่งคั่งไม่รู้จบเหมือนน้ำตาลที่นับเม็ดได้ไม่ถ้วน  วันนี้ทางทีม “ช่องทางทำกิน”  นำเรื่องราวการทำขนมอบโบราณที่ตกทอดภูมิปัญญามากว่า 200  ปี  มานำเสนอให้ลองพิจารณากัน...&lt;br /&gt;                     &lt;br /&gt;โป้ง-ภาคภูมิ  สุจิตจูล ซึ่งสืบทอดการทำขนมฝรั่งกุฎีจีนเป็นรุ่นที่ 5  เล่าให้ฟังว่า  แต่เดิมขนมฝรั่งกุฎีจีนไม่ได้ทำเพื่อค้าขายทั่วไป จะทำกันเฉพาะตอนมีงาน  สำหรับใช้รับประทานกับน้ำชากาแฟระหว่างที่คนมาเข้าโบสถ์ในวันคริสต์มาสหรือ วันเทศกาลต่าง ๆ ทำแจกในช่วงเทศกาล แต่เมื่อมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น  ก็เลยต้องทำเพื่อค้าขาย และจากอันเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายขนมไข่  ก็มีการพัฒนาปรับให้เข้ากับความต้องการของคนกิน  ด้วยการแต่งหน้าด้วยผลไม้อบแห้ง   &lt;br /&gt;             &lt;br /&gt; “การทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ต้องอาศัยความชำนาญและความเอาใจใส่เป็นพิเศษ  แม้แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ก็ยังเป็นของเก่าดั้งเดิม  บางส่วนที่ชำรุดก็นำมาดัดแปลงประยุกต์ใช้เพื่อความสะดวก  อย่างเตาอบที่ใช้ก็เป็นแบบโบราณ ต้องอาศัยความชำนาญในการควบคุมความร้อน  หน้าตาขนมจะกระเดียดทางขนมเค้ก แต่ด้วยสูตรพิเศษที่สืบทอดมาแต่โบราณ  จะใช้เพียงไข่ แป้งสาลี และน้ำตาลทรายเท่านั้น จะไม่มีส่วนผสมของเนย นม  ยีสต์ ผงฟู สารกันบูด เมื่อผ่านการอบด้วยอุณหภูมิความร้อนที่พอเหมาะ  จะได้ขนมที่ออกมากรอบนอก นุ่มแน่นในพอดิบพอดี”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหลัก ๆ ก็มี เครื่องตีไข่, เตาอบขนมประดิษฐ์เอง,  กรรไกร, อ่างผสม, ไม้พาย ทั้งแบบเป็นไม้และพลาสติก, พิมพ์ทองเหลืองทำเอง,  กระด้ง, คีมสำหรับคีบ, กะละมัง, ทัพพี, ไม้ปั่นน้ำมันทำเอง, ตั่งเคาะขนม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนผสมหลัก ๆ มีเพียง  3  อย่างเท่านั้นคือ  แป้งสาลี  ไข่เป็ด  และน้ำตาลทราย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” เริ่มจากการนำแป้งสาลีมาทำการร่อน 3   ครั้ง เพื่อให้แป้งเบาตัว พักเตรียมไว้ในภาชนะ  จากนั้นนำไข่เป็ดที่เตรียมไว้มาตอกใส่กะละมัง แล้วจึงเทลงไปในอ่างผสม  ตามด้วยน้ำตาลทราย  ใช้เครื่องตีไข่ตีจนขึ้นฟูเป็นครีมสีขาวเนียนละเอียดหรือจนฟองตั้งยอดอ่อน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อตีไข่กับน้ำตาลได้ที่ดีแล้ว ก็เทใส่ภาชนะปากกว้าง  นำแป้งสาลีที่เตรียมไว้ค่อย ๆ ผสมลงไปทีละน้อย  แล้วคนให้เข้ากัน ค่อย ๆ  ใส่แป้งลงไปทีละน้อย  ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนหมดแป้ง  การทำเช่นนี้จะทำให้เนื้อแป้งไม่แน่นเกินไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ใส่แป้งหมดแล้วก็ตั้งทิ้งไว้สักครู่  ระหว่างนั้นก็ทำการเตรียมผลไม้ที่ใช้โรยหน้า ใช้กรรไกรตัดฟักเชื่อม ลูกเกด  และลูกพลับอบแห้ง เป็นชิ้นเล็ก ๆ เสร็จแล้วก็วอร์มเตาอบให้ร้อน   ก่อนจะนำพิมพ์ขนมที่เตรียมไว้วางเรียงให้เต็ม   แล้วใช้ไม้ปั่นน้ำมันพืชลงในพิมพ์ให้ทั่ว พอพิมพ์ขนมร้อน  ก็ทำการหยอดแป้งที่พักไว้ให้เต็มเบ้าพิมพ์พอแป้งตึงให้รีบโรยหน้าด้วยผลไม้ อบแห้งที่เตรียมไว้ ตบท้ายด้วยการโรยน้ำตาลทรายบาง ๆ อย่างรวดเร็ว  เพราะหากช้าผลไม้อบแห้งและน้ำตาลจะจมลงไปในแป้ง ไม่จับหน้าขนม  เสร็จแล้วทำการอบขนมประมาณ 15 นาที จึงนำออกมาเคาะขนมออกจากพิมพ์  ตั้งพักไว้ให้คลายร้อน ก่อนจะบรรจุใส่ถุงขายได้เลย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เอกลักษณ์ของขนมฝรั่งกุฎีจีนคือข้างนอกผิวจะสีน้ำตาลเกรียมน่ารับประทาน  กลิ่นหอม กรอบนอก เนื้อในฟูนุ่มอร่อยลิ้น สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ  2  สัปดาห์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ราคาขายขนมกุฎีจีน มี 2 ขนาด  คือชุดชิ้นใหญ่-ชิ้นเล็ก  ชุดชิ้นเล็กมี 4 ชิ้น ราคาถุงละ  35 บาท  ส่วนชิ้นใหญ่ขายราคาชิ้นละ  25  บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 60% ของราคาขาย&lt;br /&gt;                             &lt;br /&gt; ใครสนใจต้องการไปเยี่ยมชมการผลิต และลองลิ้มชิมรส “ขนมฝรั่งกุฎีจีน”  ขนมโบราณซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น หรือต้องการสั่งซื้อ  ก็ติดต่อได้ที่ บ้านขนมฝรั่งกุฎีจีน เลขที่ 235 หมู่ที่ 1 ซอยกุฎีจีน 7  ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลป์ยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณโป้ง โทร.0-2465-5882 และ 08-6886-3368.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ ‘ขนมฝรั่งกุฎีจีน’ ทีมา http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=177959&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-2787753881462783124?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/2787753881462783124/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=2787753881462783124' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2787753881462783124'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2787753881462783124'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post_26.html' title='แนะนำอาชีพ ‘ขนมฝรั่งกุฎีจีน’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-4460600298164068444</id><published>2011-11-18T17:10:00.000-08:00</published><updated>2011-11-18T17:12:22.388-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ทำความสะอาดหลังน้ำท่วม'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'ทำความสะอาดหลังน้ำท่วม'  จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น มีอาคารบ้านเรือนถูกน้ำท่วมจำนวนมาก  ซึ่งเมื่อน้ำลดแล้วในเมืองไทย ก็จะมีการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนกันขนานใหญ่  เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ  นั้นแบงก์ชาติประเมินว่าเม็ดเงินในการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนน่าจะสูงถึง 1  แสนล้านบาท โดยแต่ละครัวเรือนจะใช้งบซ่อมแซมบ้านเฉลี่ยหลังละ 5 หมื่นถึง 1  แสนบาท ซึ่งนี่ก็เป็น ’โอกาสจากวิกฤติน้ำท่วม“ ของบรรดาช่างต่าง ๆ  อย่างที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ เคยชี้ช่องไว้เมื่อเสาร์ที่แล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขณะที่การ ’รับทำความสะอาด“ ก็เป็นช่องทางทำกินได้...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วม  ก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน อุปกรณ์ในบ้าน  เผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ไม่น้อยเลย  ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม  ขณะเดียวกันก็สามารถจะเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ “สร้างอาชีพ-ทำเงิน” ได้  อย่างไรก็ตาม ณ ที่นี้ก็ขอเน้นว่าไม่ควรมีการหากินแบบหน้าเลือด โก่งราคา  ควรคิดค่าบริการแค่พอเหมาะพอสม ช่วย ๆ  กันไปสำหรับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่มีงบน้อย หรือไม่มีกำลังจะทำเอง  เป็นดีที่สุด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กับข้อมูลเรื่องการทำความสะอาดอาคารบ้านเรือนหลังน้ำท่วมที่มีอยู่ในสังคมออนไลน์นั้น ก็ยกตัวอย่างเช่น...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; การขจัดความชื้นในอาคารบ้านเรือนหลังน้ำท่วม  ซึ่งว่ากันว่าคือหัวใจหลักของการซ่อมแซม-การดูแลอาคารบ้านเรือนหลังน้ำท่วม  โดยต้องขจัดความชื้นของบ้าน ส่วนประกอบต่าง ๆ ของบ้าน และเฟอร์นิเจอร์  โดยเร็ว มิฉะนั้นจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค-เชื้อรา  ซึ่งวิธีการขจัดความชื้นคือ เปิดหน้าต่าง เปิดประตู  เพื่อระบายถ่ายเทอากาศให้ได้มากที่สุด  อุปกรณ์ใดในบ้านที่เปียกถ้าเปิดได้ก็ให้เปิดเพื่อระบายความชื้น  ถ้าอาคารบ้านเรือนมีเครื่องปรับอากาศ มีพัดลม  ก็ให้เปิดเพื่อช่วยระบายความชื้น  ในบางจุดก็อาจหาสารดูดความชื้นแบบที่มีมาในบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์หลายอย่าง  มาใช้เพื่อช่วยขจัดความชื้น หรืออาจใช้ไดร์เป่าผมเป่าตามจุด  หรืออุปกรณ์ในบ้าน ที่ต้องการให้แห้ง ให้หมดความชื้นอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ถ้าต้องการจะ ขจัดเชื้อโรคหรือเชื้อราหลังน้ำท่วมอาคารบ้านเรือน  สำหรับพื้นบ้าน ผนังบ้าน หรืออุปกรณ์ในบ้านหลาย ๆ อย่าง  ใช้น้ำยาที่ใช้ล้างบ้าน ใช้ล้างผนังห้องน้ำ (bleach) ได้  ก็จะช่วยขจัดเชื้อโรคเชื้อราที่ฝังตัวออกได้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; การทำความสะอาดพรมในอาคารบ้านเรือนหลังน้ำท่วม  กรณีอาคารบ้านเรือนมีพรมและถูกน้ำท่วม  การทำความสะอาดก็เริ่มจากใช้สายยางต่อก๊อกน้ำทำการฉีดน้ำแรง ๆ  ให้สิ่งติดค้าง สิ่งสกปรกต่าง ๆ หลุดออก  จากนั้นก็รีดน้ำที่ขังอยู่กับพรมออก  โดยใช้อุปกรณ์หรืออะไรก็ได้ที่สามารถใช้กดรีดได้ หรือไล่น้ำออกจาก&lt;br /&gt; พรมโดยการม้วนบีบ แต่อย่าบีบแรงเกินไปมิฉะนั้นเนื้อพรมจะรวน  และเมื่อไล่น้ำเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปก็ใช้แชมพูสระผมสูตรอ่อน ๆ  อย่างแชมพูสระผมสำหรับเด็กมาช่วยทำความสะอาดพรม  แล้วใช้น้ำสะอาดล้างออกให้หมด จากนั้นก็นำพรมไปผึ่งแดดให้แห้ง เป็นอันเสร็จ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกจากที่ว่ามาข้างต้นแล้ว ใน http://www.decorre port.com/  ก็มีข้อมูลคำแนะนำเรื่อง การกำจัดตะไคร่น้ำและเชื้อราบริเวณ  นอกบ้านหลังน้ำท่วม โดยขั้นตอนก็มีดังนี้คือ... 1.  ใช้สเปรย์น้ำยาฆ่าเชื้อราและตะไคร่น้ำฉีดบนพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาด,  2. กรณี คราบสกปรกยังคงอยู่หรือเป็นคราบที่ฝังแน่น  ให้ฉีดสเปรย์น้ำยาซ้ำอีกครั้ง จากนั้นใช้แปรงขนแข็งมาขัด  แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด, 3. เมื่อพื้นผิวแห้งสนิทดีแล้ว  ใช้น้ำยาป้องกันตะไคร่น้ำมาทำการเคลือบพื้นผิว ด้วยแปรงหรือลูกกลิ้ง  โดยไม่ต้องผสมน้ำ 4. กรณีพื้นทางเดิน พื้นบริเวณนอกบ้าน มีคราบน้ำมัน  หรือมีคราบจาระบีฝังแน่นอยู่ ให้ใช้น้ำยาขจัดคราบน้ำมันผสมน้ำในอัตราส่วน 1  : 5 เทลงในจุดที่ต้องการทำความสะอาด จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที  น้ำยาจะทำปฏิกิริยากับคราบสกปรก โดยคราบน้ำมันจะค่อย ๆ ลอยขึ้นมาให้เห็น  ก็ได้เวลาใช้แปรงขัด แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทั้งนี้ ที่ว่ามาก็เป็นตัวอย่างวิธี ’ทำความสะอาดอาคารบ้านเรือน“  หลังน้ำท่วม ซึ่งใครที่ว่างงาน ไม่มีอาชีพ จะตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม  หรือเพราะน้ำท่วมก็ตามแต่ อาจสามารถเรียนรู้ไว้ใช้เพื่อ  “สร้างงานสร้างเงินหลังน้ำท่วม” ได้&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=176800&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'ทำความสะอาดหลังน้ำท่วม'  นี่ก็เป็นหนึ่งใน ’โอกาสจากวิกฤติน้ำท่วม“ นะ!!.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-4460600298164068444?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/4460600298164068444/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=4460600298164068444' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4460600298164068444'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4460600298164068444'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post_18.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ทำความสะอาดหลังน้ำท่วม&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-4798839759751172262</id><published>2011-11-13T00:29:00.000-08:00</published><updated>2011-11-13T00:31:04.529-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ “โอปอล ค็อกเทล”</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ “โอปอล ค็อกเทล” สูตรเครื่องดื่ม แก้เครียดน้ำท่วม จาก เดอะ บาร์ โรงแรมโนโวเทล บางนา  กรุงเทพฯ “โอปอล ค็อกเทล” ส่วนผสมประกอบด้วย... จิน 2 ออนซ์, น้ำส้มคั้น 1  ออนซ์, ทริเปิ้ล แซ็ค 1-2 ออนซ์, น้ำตาลทรายละเอียด 1-2 ช้อนชา, เชอร์รี่ 2  ลูก, น้ำแข็งบดละเอียด 1 กำมือ วิธีทำ…  นำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่ค็อกเทลเชคเกอร์ เขย่าจนเข้าที่  แล้วเทใส่แก้วค็อกเทลเก๋ ๆ ที่แช่เย็นแล้ว ประดับด้วยลูกเชอร์รี่สัก 2 ลูก  พร้อมเสิร์ฟ-พร้อมดื่ม&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=175637&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-4798839759751172262?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/4798839759751172262/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=4798839759751172262' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4798839759751172262'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4798839759751172262'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post_13.html' title='แนะนำอาชีพ “โอปอล ค็อกเทล”'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-2095401195514302405</id><published>2011-11-11T17:16:00.000-08:00</published><updated>2011-11-11T17:20:04.133-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ทำกินยุคน้ำท่วม'</title><content type='html'>สถานการณ์อุทกภัยปีนี้รุนแรง ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกระดับ  รวมถึงภาคธุรกิจทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน  ผู้คนต่างต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต  รวมถึงอาชีพการทำมาหากินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจบ่นพ้อ ๆ  ถึงอนาคตวันข้างหน้า หลายคนยังไม่รู้ว่าหลังน้ำลดชีวิตจะเป็นแบบใด  อย่างไรก็ดี คอลัมน์ ’ช่องทางทำกิน“ หนังสือพิมพ์ ’เดลินิวส์“  ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านสู้-สู้ อย่าท้อแท้ท้อถอย และกับหลาย ๆ คน  ’ในวิกฤติก็ยังมีโอกาส“ เกิดขึ้นได้…&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน”  วันนี้ ขอนำเสนอแนวทางจากผู้เชี่ยวชาญ  คำแนะนำถึงช่องทางทำมาหากินในยามที่น้ำหลาก จนถึงยามที่น้ำลด  ฉายภาพให้หลายคนที่สู้-สู้ พิจารณานำไปเป็นแนวทางปรับตัว-ปรับชีวิต  ในยามนี้ และยามหน้า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;รศ.ดร.สมชาย ภคภาสวิวัฒน์  นักวิชาการด้านกลยุทธ์และการตลาด ให้สัมภาษณ์ทีมคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน”  ไว้ว่า... หลายคนอาจคิดว่าในยามที่น้ำท่วม  การประกอบอาชีพหรือการทำธุรกิจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามองมุมกลับ  ในยามนี้ก็สามารถที่จะ “ปรับวิธี-เปลี่ยนกลยุทธ์” จากรูปแบบธุรกิจดั้งเดิม  มาทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ได้ไม่แพ้ยามน้ำแห้ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สำหรับอาชีพที่น่าสนใจในสถานการณ์ “น้ำท่วม” ตามที่ รศ.ดร.สมชายแนะนำนั้น  ก็มีอาทิ การขนของเพื่อเข้าไปจำหน่ายในพื้นที่น้ำท่วม,  การผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด-อาหารกระป๋อง, การผลิตเรือ  รวมถึงงานบริการรับจ้างขนส่งสินค้าหรือขนส่งคน  โดยถ้าสามารถปรับรูปแบบการกระจายสินค้า จำหน่ายสินค้า บริการ  ซึ่งอาจจะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านเรือหรืออื่น ๆ  แต่ก็เชื่อว่าจะสามารถทำกำไรในยามนี้ได้อย่างดี  เพราะมีความต้องการสินค้าเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “อาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้างในเรื่องของการเดินทาง  และมีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักแหล่งซื้อสินค้า  แต่ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการประกอบธุรกิจในยามนี้”รศ.ดร.สมชายกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; จากคำแนะนำของนักวิชาการรายนี้ ก็น่าจะพออนุมานได้ว่า...  แม้แต่การบรรจุของ-ขนของ ลุยน้ำเข้าไปขายตามพื้นที่น้ำท่วม  ก็ยังถือว่าเป็นอีกอาชีพที่สามารถทำได้ในยามนี้  สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ในช่วงน้ำท่วม  เนื่องจากหลายคนที่ไม่ได้อพยพหรือเดินทางออกจากบ้าน โดยเฉพาะตามหมู่บ้าน  ชุมชนใหญ่ ๆ อาจมีกำลังซื้อ  เพียงแต่ไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านเพื่อหาซื้อสินค้าได้ เพราะน้ำท่วม  เรื่องการเดินทางกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่มิใช่จะทำได้ง่าย ๆ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ช่องทางทำกินยุคน้ำท่วมจากที่ยกตัวอย่างมา เป็น “การขายผนวกการบริการ”  ที่เพิ่มราคาได้ตามสมควร แต่ทั้งนี้ ในเรื่องความปลอดภัย  ความชำนาญในพื้นที่ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ต่อด้วยหลังน้ำท่วม ในยามที่น้ำลด-น้ำแห้ง ผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมแล้ว  รศ.ดร.สมชายก็แนะนำว่า...  อาชีพที่มีแนวโน้มว่าเมื่อน้ำลดแล้วจะมีความต้องการสูง  และเป็นที่ต้องการมากของตลาด ได้แก่ อาชีพที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมด้านต่าง ๆ  อาทิ ช่างซ่อมแซมบ้านที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์, ช่างทาสี, ช่างปรับปรุง  ติดตั้งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ, ช่างประปา,  ช่างไฟฟ้า-ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า-ติดตั้งระบบไฟฟ้า ฯลฯ  รวมถึงอาชีพที่เกี่ยวกับการตรวจสอบโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งงานช่างต่าง ๆ  เหล่านี้จะเป็นอาชีพที่สำคัญหลังน้ำลดลง  ซึ่งผู้ที่จะทำเงินได้ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นช่างต่าง ๆ  โดยอาชีพอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ขอเพียงมีความรู้ในด้านนั้น ๆ จริง ๆ  พอจะมีทักษะอยู่พอตัว ก็สามารถจะรับงานได้ หรือการ  รับจ้าง-บริการทำความสะอาด นี่ก็ทำเงินได้ สามารถจะทำได้ไม่ยากเกิน &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “อธิบายง่าย ๆ คืออาชีพหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการบูรณะฟื้นฟูนั้น  ภายหลังน้ำลดลง อาชีพและงานบริการ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเหล่านี้  จะเป็นอาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูงในอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน  ซึ่งผู้ที่กำลังคิดหรือวางแผนการเริ่มต้นธุรกิจหรือการทำอาชีพหลังจากนี้  น่าจะได้ลองพิจารณากัน” ...รศ.ดร.สมชายระบุ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้  แนวทางอาชีพ-แนวทางธุรกิจดังที่ว่ามา เป็นการ ’ปรับ-ประยุกต์-ดัดแปลง“  การทำมาหากิน ’ช่องทางทำกิน“ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์  ทั้งในยามน้ำท่วมและในยามน้ำลด  ซึ่งหากใครทำได้รับรองไม่เครียดเรื่องขาดรายได้แน่ ๆ อย่างไรก็ตาม  การทำอาชีพ-ทำธุรกิจใด ๆ ในยามน้ำท่วมและน้ำลด ก็ต้องเน้นว่า  ควรจะดำเนินไปแบบมีจริยธรรม มีคุณธรรม ’ไม่ขูดรีด-โก่งราคา“  เราคนไทยด้วยกันก็ควรจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน...ตามสมควร&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เช่นนี้จึงจะยั่งยืนกับ ’ช่องทางทำกิน“ ที่เลือกทำ!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=175442&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-2095401195514302405?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/2095401195514302405/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=2095401195514302405' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2095401195514302405'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/2095401195514302405'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post_11.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ทำกินยุคน้ำท่วม&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3108735329956766097</id><published>2011-11-04T17:52:00.000-07:00</published><updated>2011-11-06T01:57:05.206-08:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ''กระทง - ลอยกระทง''</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ ''กระทง - ลอยกระทง''’น้ำท่วม...น้ำท่วม...น้ำท่วม...“ ยุคนี้หันไปทางไหนก็มีแต่น้ำท่วม  ’เครียด...เครียด...เครียด...“ ยุคนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนเครียด  ’ทำใจ...ทำใจ...ทำใจ...“ ยุคนี้ก็ต้องพยายามทำใจกันครับ!!  ก็คิดเสียว่าปีนี้คนไทยเราจะได้ ’ลอยกระทง“ กันชนิดที่ชิดใกล้กับน้ำมาก ๆ  เลย และกับบางคนก็อาจ ’ทำกระทงขาย“ ซะเลย!!&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งนี้  เสาร์นี้หน้า ’ช่องทางทำกิน“ มีการปรับเปลี่ยนเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว  ซึ่งไหน ๆ ก็ไหน ๆ หันไปทางไหนก็มีแต่น้ำ  และนี่ก็ใกล้ถึงเทศกาลลอยกระทงแล้ว ก็เอาเป็นว่าวันนี้มาดูวิธีทำ  “กระทงจากวัสดุธรรมชาติ” กันอีกสักครั้ง  ซึ่งยุคน้ำท่วมนี้มะพร้าวแก่ที่ลอยน้ำได้น่าจะยังพอหาได้  ก็ลองเอามาทำกระทงเตรียมไว้ลอยหรือขายกันมั้ยครับ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทางหน้า  “ช่องทางทำกิน” เคยนำเสนอเรื่องการทำ ’กระทงจากลูกมะพร้าว“ ไอเดียของ  คุณกิตติวัฒน์ เมธาพัฒน์อธิกุล ซึ่งก็น่าสนใจ  วันนี้เราลองมาดูซ้ำกันอีกสักครั้ง ดังนี้... ขั้นตอนการทำ  เริ่มจากการนำมะพร้าวแก่มาล้างทำความสะอาด  ล้างพวกเศษดินและคราบสกปรกที่ติดอยู่ตามเปลือกของลูกมะพร้าวออกด้วยน้ำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล้างแล้วก็นำไปตากให้แห้ง  จากนั้นก็นำมะพร้าวที่ทำความสะอาดและตากแห้งดีแล้วมาเลื่อยตัดครึ่งทั้ง เปลือก แล้วนำมะพร้าวที่ตัดครึ่งไปตากแดดทิ้งไว้อีกครั้ง  เพื่อให้เนื้อมะพร้าวที่ติดอยู่ล่อนหลุดออกจากกะลา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ลำดับถัดมา   นำมะพร้าวที่เนื้อหลุดออกไปแล้วมาใช้ปากกาทำการร่างลายกลีบกระทงลงบนเปลือก ด้านนอกตามต้องการ จะทำกลีบเล็กหรือกลีบใหญ่ก็ได้  เมื่อร่างเสร็จแล้วก็ใช้คัตเตอร์ตัดตามลายที่ร่างไว้  แล้วลอกเปลือกมะพร้าวตรงส่วนที่ตัดออกให้เห็นถึงกะลา  จากนั้นก็ใช้คัตเตอร์ปาดส่วนปลายแหลมของกลีบเอาเปลือกที่ติดกะลาออกไปประมาณ  2 เซนติเมตร เท่านี้ก็จะได้กลีบนอกของกระทง ก่อนจะทำกลีบชั้นใน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำกลีบชั้นในของกระทงลูกมะพร้าว  เมื่อเราทำกลีบกระทงด้านนอกเสร็จแล้ว ก็จะเห็นกะลา  ก็ใช้เลื่อยสำหรับเลื่อยไม้ทำการเลื่อยตัดกะลาด้านในให้เป็นกลีบกระทงสลับ กับกลีบนอก เมื่อตัดเสร็จก็ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด  แล้วหาสีย้อมไม้มาทาให้ทั่ว  หรือจะใช้สีทองหรือสีเงินทาด้านในเพื่อความสวยงามด้วยก็ได้  เสร็จแล้วก็ตกแต่งด้วยกากเพชร หรือวัสดุตกแต่งอื่น ๆ เท่านี้ก็จะได้  “กระทงจากลูกมะพร้าว”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่กรณีทำขาย  ก่อนจะสามารถขายได้ก็ต้องทำการประดับตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้นเสียก่อน  ซึ่งก็อาจจะตกแต่งด้วยดอกกล้วยไม้ หรือดอกไม้อื่น ๆ เท่าที่พอหาได้  เพื่อให้มีสีสันสวยงาม ปักธูป ปักเทียน  เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ทั้งนี้ กรณีทำขาย  ราคาขายก็จะตั้งได้ตามขนาดของกระทง  ผลงานกระทงจากลูกมะพร้าวอาจเป็นขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ตามแต่ขนาดของลูก มะพร้าว ซึ่งถ้าขนาดเล็ก กว้างสักประมาณ 6 นิ้ว ก็อาจตั้งราคาได้ประมาณ 40  บาทขึ้นไป ถ้าขนาดใหญ่ กว้างสักประมาณ 9 นิ้ว ก็อาจตั้งราคาได้ประมาณ 50  บาทขึ้นไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หรือถ้ามีลูกมะพร้าวแก่เยอะ แต่ขาดวัสดุตกแต่ง  จะลองติดต่อหาแหล่งเพื่อที่จะทำเฉพาะตัวกระทงไปส่งขายราคาเฉลี่ยใบละ 20-30  บาท ก็อาจจะได้ ก็ให้คนรับซื้อนำไปตกแต่งแล้วตั้งราคาขายต่ออีกที&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แถมท้ายจากไอเดียของคุณกิตติวัฒน์ที่เคยบอกกับทีม ’ช่องทางทำกิน“ ไว้  กับกระทงจากลูกมะพร้าวนี้ ใช่ว่าจะขายได้เฉพาะวันลอยกระทงซึ่งปี 2554 นี้  ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทง ตรงกับวันที่ 10 พ.ย.  กระทงจากลูกมะพร้าวนี้สามารถจะเจาะรู  นำลวดที่ใช้ทำกระถางต้นไม้แบบแขวนมาใส่เข้าไป ก็จะได้เป็นกระถางต้นไม้  ก็ขายได้เช่นกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่ว่ามาก็เป็นอีกรูปแบบ ’กระทงธรรมชาติ“  ที่หน้า ’ช่องทางทำกิน“ หยิบยกนำมาบอกซ้ำกันอีกครั้ง เผื่อว่าใครจะลอง  ’ทำลอย-ทำขาย...คลายเครียดยุคน้ำท่วม“ กันครับ!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=173989&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับอีกรูปแบบนี้ เป็น “กระทงจากหัวปลี” ไอเดียของ อนุพงษ์ ภูสีเขียว  ซึ่งเคยให้ข้อมูลทีม “ช่องทางทำกิน” ไว้  ในฐานะนักศึกษาสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ทั่วไป-ธุรกิจงานประดิษฐ์  คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร  ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจบหรือยัง ทั้งนี้ กระทงธรรมชาติรูปแบบนี้  ส่วนประกอบที่ใช้ทำต่อ 1 กระทงก็มี... หัวปลี 2 หัว, ต้นกล้วยทำฐานกระทง  ขนาด 8 นิ้ว, ใบตอง, ดอกรักหรือดอกไม้อื่น ๆ สำหรับตกแต่งให้สวยงาม,  ธูป-เทียน, ไม้กลัดหรือตะปูเข็ม ส่วนอุปกรณ์หลัก ๆ คือ มีด กรรไกร&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีทำเริ่มจาก...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. ตัดใบตองเป็นวงกลมให้มีขนาดเท่ากับต้นกล้วยที่ใช้ทำเป็นฐานกระทง แล้วนำมาปิดทับบนฐานกล้วย พักไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; 2. เตรียมกลีบหัวปลี ด้วยการใช้มีดเลาะปลีกล้วยออกทีละกลีบ  โดยเก็บเกสรกล้วยไว้ จากนั้นแยกสีของกลีบหัวปลีเรียงกันไว้  เพื่อความสะดวกในการใช้งาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ชั้นที่ 1  ติดเกสรกล้วยกับฐานกระทงให้รอบ ยึดด้วยไม้กลัดหรือตะปูเข็ม ชั้นที่ 2  ใช้ปลีกล้วยที่มีสีอ่อนที่สุดพับครึ่งโดยนำด้านในออก ติดให้รอบฐานกระทง  ชั้นที่ 3 ใช้ปลีกล้วยสีกลางติดโดยรอบ ส่วนชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5  ใช้ปลีกล้วยสีเข้มที่สุดติดโดยรอบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;4. นำดอกรักหรือดอกไม้ชนิดอื่น ๆ มาติดเรียงกันให้รอบฐานกระทง โดยยึดด้วยไม้กลัดหรือตะปูเข็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. นำธูป เทียน ปักกลางกระทง ก็จะได้กระทงจากปลีกล้วยที่สวยงาม พร้อมนำไปลอย หรือขาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทั้งนี้ กระทงแบบนี้ถ้าทำได้สวยก็อาจตั้งราคาขายได้ใบละกว่า 100 บาทขึ้นไป  ส่วนยามนี้แม้น้ำจะท่วม แต่ถ้าใครพอจะหาวัตถุดิบมาทำได้  นี่อาจไม่เพียงแค่ทำลอยเองแก้เครียดน้ำท่วมในวันลอยกระทง 10 พ.ย.นี้…&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อาจเป็น “ช่องทางทำกินเฉพาะกิจ” ก็ได้นะครับ!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=174175&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3108735329956766097?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3108735329956766097/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3108735329956766097' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3108735329956766097'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3108735329956766097'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='แนะนำอาชีพ&apos;&apos;กระทง - ลอยกระทง&apos;&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3252968374376536255</id><published>2011-10-30T06:16:00.000-07:00</published><updated>2011-10-30T06:18:15.705-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ'กรอบเค็ม-โรตีกรอบ'</title><content type='html'>อีกกลุ่มขนมทานเล่นที่ขายได้ตลอด คือพวก กรอบเค็ม โรตีกรอบ หรือแม้แต่  กะหรี่ปั๊บ ปั้นขลิบ ซึ่งคนที่ทำขนมทานเล่นพวกนี้ขายแม้จะมีมาก  แต่ใครมีฝีมือทำได้อร่อย ก็ยังสามารถจะเจาะสู่ตลาดจนมีลูกค้ามาก ๆ  ได้ไม่ยากนัก ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน”  จะพาไปดูกรณีศึกษาการทำอาชีพขายขนมทานเล่นเจ้าหนึ่งที่ทำขายมานานร่วม 20  ปี...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิภา อาบทอง เจ้าของนิภากะหรี่ปั๊บและปั้นขลิบทอด เล่าว่า  เมื่อก่อนมีอาชีพเป็นพนักงานขายแว่นตา และเคยเปิดโรงงานทำวงกบประตูหน้าต่าง  ร้านทำมุ้งลวดเหล็กดัดมาก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเปลี่ยนอาชีพ  โดยได้คำแนะนำเรื่องขนมจากหลาน ซึ่งตนก็ไปเรียนรู้ใหม่หมด โดยแรก ๆ  ขายในหมู่บ้านที่อยู่ก่อน จากนั้นก็มาขายตามตลาดนัดต่าง ๆ  แต่ก็ขายไม่ค่อยดี จึงมาหาที่ขายตามโรงพยาบาลต่าง ๆ  ซึ่งก็ได้แหล่งขายหลายที่ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก  เพราะโรงพยาบาลมีคนมาก อีกทั้งยังมีคนไข้ซื้อไปฝากหมอบ้าง ฝากพยาบาลบ้าง  ทำให้อาชีพขายของตนประสบความสำเร็จ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ในส่วนของ “กรอบเค็ม” และ  “โรตีกรอบ” นั้น นิภาบอกว่า เป็นสินค้าที่แตกขยายเพิ่มออกมา  เพราะต้องการให้ของมีความหลากหลายมากขึ้น และวิธีทำก็คล้าย ๆ กัน  ซึ่งทั้งกะหรี่ปั๊บ ปั้นขลิบ กรอบเค็ม โรตีกรอบ ขายดีเท่า ๆ กันทุกอย่าง  อุปกรณ์ในการทำ หลัก ๆ ก็มีเตาแก๊ส เครื่องตีแป้ง กระทะ กะละมัง ไม้นวดแป้ง  มีด ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทำอาหาร และทำขนมโดยทั่ว ๆ ไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีทำ  ตามสูตรจะใช้แป้งสาลี 10 กก. น้ำตาลทราย 3-4 กก., กะทิ 1 กก., เกลือ 1  ถุง, น้ำมัน 500 กรัม นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในกะละมังตีแป้ง นำใส่เครื่องตี  ตีไปประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วนำแป้งที่ตีแล้วใส่ถุงพลาสติกมัดปากให้แน่น  ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งแป้งกรอบเค็ม และโรตีกรอบ มีส่วนผสมของแป้งแบบเดียวกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีปั้นแป้งกรอบเค็ม นิภาบอกว่า ให้ปั้นแป้งออกมาเป็นขนาดเท่ากำมือ รีดแป้งให้บาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จากนั้นใช้มือคลึงให้เป็นเส้นยาว ความกว้างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1  เซนติเมตร แล้วตัดเป็นชิ้น ๆ ละ 3-5 เซนติเมตร แล้วนำไปทอดน้ำมันให้สุกกรอบ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนแป้งโรตีกรอบ ให้ปั้นแป้งเป็นก้อน ๆ ขนาดเท่ากำมือ  รีดเป็นแผ่นบาง ให้เป็นขนาดสี่เหลี่ยม จากนั้นพับแป้งไปมา 3-4 ชั้น  นำไปทอดให้สุกกรอบเช่นกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เครื่องปรุงกรอบเค็ม และโรตีกรอบ  แตกต่างกันที่เครื่องปรุงที่นำลงไปผัด เครื่องปรุงผัดกรอบเค็มมีน้ำตาลปี๊บ 5  กก., พริกไทย 2 กก., น้ำมะขามเปียก 200 กรัม, ต้นหอมซอยพอประมาณ  ส่วนเครื่องปรุงโรตีกรอบจะลดในส่วนของพริกไทยลงเหลือ 1.5 กก.&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ผัดเครื่องปรุงทุกอย่างในกระทะ โดยใส่น้ำตาลปี๊บลงไปก่อน เคี่ยวให้ละลาย  จากนั้นใส่เครื่องปรุงทุกอย่างลงไป นำแป้งกรอบเค็ม หรือโรตีกรอบ  ที่ทอดเตรียมไว้ ใส่ลงไปคลุกให้เข้ากัน จากนั้นนำไปพักให้เย็น  แล้วจึงบรรจุใส่ถุงขาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ราคาขาย “กรอบเค็ม” และ “โรตีกรอบ”  คือขีดละ 30 บาท โดยนิภาบอกว่า จากราคาขายกรอบเค็ม และโรตีกรอบ ต่อ 10 ขีด  หรือ 1 กก. 300 บาทนั้น จะมีต้นทุนประมาณ 180-200 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แหล่งขายขนมของนิภา ก็มีทั้งที่โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี  โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเซ็นหลุยส์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  โรงพยาบาลหัวเฉียว โรงพยาบาลทหารเรือ โรงพยาบาลตำรวจ ฯลฯ  ใครต้องการสั่งขนม-ต้องการติดต่อ ก็ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์  0-2889-3002, 08-1847-8976 และ 08-1406-1445.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=516&amp;amp;contentId=172789&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3252968374376536255?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3252968374376536255/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3252968374376536255' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3252968374376536255'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3252968374376536255'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/10/blog-post_30.html' title='แนะนำอาชีพ&apos;กรอบเค็ม-โรตีกรอบ&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8913237901187907385</id><published>2011-10-29T00:01:00.000-07:00</published><updated>2011-10-29T00:03:10.316-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ตกแต่งหมวกสาน'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ เป็นงาน งานแฮนด์เมดเพิ่มมูลค่าสินค้าคืองาน  'ตกแต่งหมวกสาน'&lt;br /&gt;สินค้าอย่าง ’หมวกสาน“ และกระเป๋าสาน จากวัสดุธรรมชาติ  ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ถ้านำมาใส่ไอเดียความคิดสร้างสรรค์  นำสินค้าพวกนี้มาตกแต่งเพิ่มเติม  นอกจากจะเป็นการทำให้สินค้าดูสวยงามโดดเด่นแตกต่างไปจากผู้ขายรายอื่น ๆ  แล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกรูปแบบ  ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าพิจารณา...&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ต่าย-วาสินี  ทวีกาญจน์ นำหมวกสานและกระเป๋าสานมาตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้ ดอกไม้ประดิษฐ์  ริบบิ้น โบ ลูกปัด คริสตัล ฯลฯ ก่อนจะจำหน่าย  ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าสนใจ ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น  และมีกลุ่มลูกค้าหลากหลายขึ้นด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เจ้าตัวเล่าว่า  จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะศิลปกรรม  สาขาออกแบบตกแต่งภายใน  หลังจากเรียนจบก็ได้ทำงานทางด้านกราฟิกและออกแบบเว็บไซต์  จากนั้นก็ทำงานเป็นดีไซเนอร์ออกแบบสินค้าประเภทของตกแต่งบ้าน  ส่วนการขายหมวกสานและกระเป๋าสานนั้นก็ขายผ่านเว็บไซต์เป็นอาชีพเสริมควบคู่ กับการทำงานหลักอยู่นานแล้ว ซึ่งเป็นการทำร่วมกับญาติที่ต่างจังหวัด  จนหลังจากที่บริษัทที่ทำงานอยู่เกิดวิกฤติภายใน  ประกอบกับเห็นว่าธุรกิจขายหมวกสานและกระเป๋าสานผ่านเว็บไซต์เริ่มที่จะได้ รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้น มีออร์เดอร์สั่งเข้ามาเรื่อย ๆ  จึงตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำธุรกิจขายหมวกสานและกระเป๋าสานผ่านเว็บไซต์ อย่างจริงจัง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“การขายผ่านเว็บไซต์ ขายผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น  ถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่สูงและสะดวก  แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างสำหรับผู้ที่ลงประกาศขายใหม่ ๆ  เพราะส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะไม่เชื่อมั่นในสินค้าที่ลงขาย  กลัวว่าจะได้ของไม่ตรงตามรูปที่ลง อีกทั้งกลัวคุณภาพไม่ดี  เพราะฉะนั้นการขายผ่านอินเทอร์เน็ตเราต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในสินค้าของ เรา สินค้าทุกชิ้นจะต้องเนี้ยบ ไม่ส่งของที่มีตำหนิให้ลูกค้า” ต่ายกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อออกมาจับธุรกิจค้าขายเต็มตัว  ต่ายก็เริ่มพัฒนาตัวสินค้าที่ขายอยู่ให้มีความโดดเด่น ไม่ซ้ำกับเจ้าอื่น ๆ  เพื่อเป็นจุดขายให้สินค้า และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามากขึ้น  เพราะเนื่องจากหลายคนจะมองว่าหมวกสานและกระเป๋าสาน  จะต้องเป็นทรงที่โบราณไม่ทันสมัย จึงต้องมีการพัฒนาให้สินค้ามีความทันสมัย  เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้ได้ด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หมวกสานและกระเป๋าสานที่จะนำมาตกแต่งนั้น  ต่ายจะออกแบบรูปทรงเพื่อที่จะได้ทรงที่ดูทันสมัยเข้ากับยุค  แล้วก็เลือกวัสดุที่จะนำมาใช้ทำ  จากนั้นก็ส่งแบบไปให้กับญาติเป็นคนทำตามแบบที่ต้องการ นอกจากนี้  ยังมีการสั่งทำจากแหล่งต่าง ๆ ที่รับทำรับสานหมวกและกระเป๋าด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt; วัสดุที่ใช้ในการสานนั้น หลัก ๆ ก็มี ปอสังเคราะห์, ใบลาน, ไม้ไผ่,  ผักตบชวา หรือถ้าเป็นหมวกผ้าก็ใช้ผ้าสักหลาด เป็นต้น  ส่วนรูปทรงก็มีหลากหลาย ทั้งในส่วนของหมวกและกระเป๋า&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ส่วนวัสดุที่นำมาใช้ตกแต่งหมวกนั้น ก็จะมี...ดอกไม้ประดิษฐ์จากผ้า,  ดอกไม้ประดิษฐ์จากพลาสติก, ผ้าลูกไม้, ริบบิ้น, ลูกปัดไม้, คริสตัล เป็นต้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการตกแต่งหมวกสาน เริ่มเตรียมหมวกสานรูปทรงที่ต้องการ  จากนั้นก็เลือกใช้ผ้าลูกไม้หรือจะใช้ริบบิ้นก็ได้ตามต้องการ  แต่ที่สำคัญจะต้องเลือกสีที่เข้ากับหมวกด้วย  นำผ้าลูกไม้หรือริบบิ้นมาผูกให้เป็นโบ ใช้ปืนกาวซิลิโคลนยิงยึดติดให้แน่น  ตกแต่งโบให้ดูสวยงามมากขึ้นโดยใช้คริสตัลหรือลูกปัดมาติดให้ดูสวยงามตามต้อง การหรือตามที่ออกแบบไว้  เมื่อทำในส่วนของโบเรียบร้อยแล้วก็นำดอกไม้ประดิษฐ์มาติดลงบนโบที่ทำ  ยึดให้แน่นด้วยกาวซิลิโคลน ขั้นตอนสุดท้ายก็นำไปติดลงบนหมวกที่เตรียมไว้  เท่านี้ก็เรียบร้อย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ถ้าเป็นการทำกระเป๋านั้น  ก็ใช้วิธีการตกแต่งคล้ายกับการตกแต่งหมวก  แต่กระเป๋าจะมีเทคนิคการตกแต่งอีกแบบหนึ่งที่ทำให้ดูสวยงามทันสมัย  คือการใช้เทคนิค “เดคูพาจ”  เป็นลักษณะกระดาษทิซชูที่มีภาพวาดลวดลายสีสันที่สวยงาม  นำมาติดลงบนกระเป๋าสานให้ดูเก๋และดูสวยงามทันสมัยมากขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ราคา  ’หมวกสานตกแต่ง“ นั้น อยู่ที่ใบละ 250-350 บาท  ส่วนกระเป๋าสานมีราคาตั้งแต่  200 บาทขึ้นไป  โดยราคานั้นก็จะขึ้นอยู่กับรูปแบบ ขนาด และวัสดุที่ใช้ในการทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “การทำหมวกสานและกระเป๋าสานประดิษฐ์ตกแต่งขาย ใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ  2,000-3,000 บาท เป็นการลงทุนที่ไม่สูงมาก ลักษณะเป็นเงินหมุนเวียน  และทุนในการผลิตก็อยู่ที่ประมาณ  50% ของราคาที่ตั้งขายต่อ  การทำธุรกิจนี้จะต้องพยายามสำรวจความนิยมและตามแฟชั่นให้ทันอยู่ตลอด”  ต่ายกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้  สินค้าที่ต่ายทำจำหน่ายในเว็บไซต์มีหลากหลาย อาทิ หมวกสานทรงต่าง ๆ  ทรงปีกกว้าง ทรงคาวบอย หมวกสานคุณนาย หมวกสานแฟชั่น กระเป๋าสาน  กระเป๋าสะพายเชือกถัก กระเป๋าผ้าลดโลกร้อน เป็นต้น&lt;br /&gt;                                  &lt;br /&gt; สินค้าของต่ายนั้นสามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.saraaccessory.  com จะสั่งออร์เดอร์ก็สั่งผ่านเว็บไซต์ หรือทางอีเมล taikatae@hotmail.com  หรือติดต่อที่ โทร. 08-4878-7744 และปัจจุบันต่ายยังมีจุดขายสินค้าอยู่ที่  คริสตัลปาร์ค (ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา) ในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ด้วย  ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ.&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=172703&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8913237901187907385?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8913237901187907385/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8913237901187907385' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8913237901187907385'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8913237901187907385'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/10/blog-post_29.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ตกแต่งหมวกสาน&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3225126382205501867</id><published>2011-10-23T04:43:00.000-07:00</published><updated>2011-10-23T04:45:12.360-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ชีสพายปทุมบงกช'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ เกี่ยวกับ'บัว'เป็นพืชที่มีประโยชน์และมีสรรพคุณต่าง ๆ มากมาย  ทุกส่วนของบัวล้วนแต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ด,  เกสร, กลีบดอก, สายบัว ฯลฯ  โดยส่วนมากคนไทยจะนิยมนำบัวมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน  และก็มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งคิดค้นเมนูขนมหวานจากบัว ใช้ชื่อว่า  “ชีสพายปทุมบงกช” ซึ่งก็น่าสนใจ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมี-นายบุญมี  สงวนทอง,  นุ่น-นางสาวกนกวรรณ ตระการพงษ์ และจิ๊บ-นางสาวศิริวรรณ อักษรพาลี  นักศึกษาปีที่ 1 สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ร่วมกันคิดค้นเมนู  “ชีสพายปทุมบงกช” ขึ้นมา โดยทั้งสามเล่าว่า  การคิดค้นเมนูนี้ขึ้นก็เพราะต้องการดัดแปลงบัวให้ไปอยู่ในจานอาหารของชาติ ตะวันตก เพื่อเพิ่มมูลค่าของบัวสู่ระดับสากล ทั้งนี้  ขนมชีสพายปทุมบงกชเป็นเมนูทานเล่นที่ทำง่าย สามารถทำกันภายในครอบครัวได้  โดยมีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก และหาซื้อวัตถุดิบได้ตามท้องตลาดทั่วไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “ชีสพายปทุมบงกช จะให้ความรู้สึกของความกรุบกรอบ ความนุ่มเนียน  และกลิ่นหอมชวนรับประทาน มีรสชาติครบถ้วนทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม  ลงตัวกันอย่างพอดิบพอดี เป็นขนมที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม  ที่สำคัญคือส่วนของบัวที่นำมาใช้ในการประกอบเมนูนี้จะเน้นไปที่สรรพคุณ อาทิ  ในส่วนของเมล็ดบัว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, เกสรบัว ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ  ยาหอม ยาลม ยาขับปัสสาวะ และรากบัว จะแก้ร้อนใน  ระงับอาการท้องร่วง”                                 &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ใช้ทำชีสพายปทุมบงกช ก็เป็นอุปกรณ์สำหรับการทำเบเกอรี่ทั่วไป  อาทิ เครื่องตี, หม้อ, ฟอยล์, พิมพ์ขนม, ช้อน, ถ้วยตวง, ถาด, แปรง, ตะแกรง  และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ดอื่น ๆ  ที่ส่วนใหญ่สามารถหาได้จากในครัว เรือน                                                   &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; การทำชีสพายปทุมบงกช แบ่งออกเป็น  4  ขั้นตอนคือ ครีมชีส ส่วนผสมก็มี  ครีมชีส 1 ก้อน, ครีมข้น 1 กระป๋อง, นมข้นหวาน 1/4 กระป๋อง (98 กรัม),  นมข้นจืด 2  ช้อนโต๊ะ, เจลาตินผง 1 ช้อนโต๊ะ (ละลายน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ),  น้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ และเกสรดอกบัว 20  กรัม วิธีทำในส่วนของครีมชีส  เริ่มจากนำครีมชีสใส่ภาชนะ แล้วใช้เครื่องตีปากตระกร้อตีให้เนียน  ใส่ครีมข้นลงไป ตามด้วยนมข้นหวาน นมข้นจืด และเจลาติน ตีต่อไปจนเนียนฟู  ตั้งพักไว้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำชีสพายปทุมบงกช  เม็ดบัวบด ส่วนผสมก็มี เม็ดบัว 250  กรัม, นมสด  20  กรัม, เกลือ 1/2 ช้อนชา, น้ำตาล  2  ช้อนโต๊ะ วิธีทำคือ  นำส่วนผสมทุกอย่างใส่รวมกันแล้วบดให้ละเอียด ต่อไปทำ ซอสรากบัว ส่วนผสมก็มี  น้ำทับทิม 1 ถ้วยตวง, น้ำตาลทราย  1  ช้อนโต๊ะ, น้ำมะนาว  1  ช้อนโต๊ะ,  แป้งข้าวโพด  2  ช้อนโต๊ะ, รากบัวเชื่อม  100  กรัม และเกลือนิดหน่อย   วิธีทำคือนำรากบัวกับน้ำทับทิมมาปั่นรวมกันให้ละเอียด ตั้งไฟพอเดือด  ปรุงด้วยเครื่องปรุงที่เหลือ ตั้งพักไว้                            &lt;br /&gt;            &lt;br /&gt; และอีกส่วนคือขั้นตอนการทำ พาย ใช้แครกเกอร์บดละเอียด 2 ห่อ, เนยละลาย   250 กรัม, เม็ดบัวบดละเอียด 100  กรัม  วิธีทำก็นำทุกอย่างผสมกัน  ทำการอัดลงในพิมพ์ โรยหน้าด้วยเม็ดบัว แช่เย็นทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที  ก็พร้อมใช้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;เมื่อเตรียมส่วนผสมครบทั้ง 4  ส่วน 4 ขั้นตอนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำเป็น “ชีสพายปทุมบงกช”&lt;br /&gt; โดยเริ่มจาก นำพายที่แช่เย็นได้ที่มาหยอดด้วยครีมชีส ใส่ลงไปประมาณ 3/4  ของถ้วย แล้วนำเข้าแช่เย็นต่ออีกประมาณ 10 นาที  จากนั้นจึงนำมาราดด้วยซอสรากบัว แล้วตกแต่งด้วยเม็ดบัวบด ใบสะระแหน่  และรากบัวเชื่อม ก็เป็นอันเสร็จ &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; จากสูตรที่ว่ามาข้างต้นจะสามารถทำ “ชีสพายปทุมบงกช” ได้ประมาณ 23 ชิ้น  มีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 350 บาท โดยสามารถตั้งราคาขายที่ชิ้นละ 20 บาท  ขายหมดก็จะมีรายได้ก่อนหักต้นทุน 460 บาท     &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สำหรับผู้ที่สนใจจะนำสูตร “ชีสพายปทุมบงกช” ไปต่อยอดทำเป็น “ช่องทางทำกิน”  ก็เชิญได้เลย เจ้าของไอเดียไม่สงวนลิขสิทธิ์ ซึ่งก็ขอตบมือให้กับไอเดียเจ๋ง  ๆ ของน้อง ๆ ทั้ง 3 คน กับเมนูชีสพายปทุมบงกชที่น่าจะมีการต่อยอดจริงจัง  ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์  มทร.ธัญบุรี โทร. 0-2549-3160.  &lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=171424&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3225126382205501867?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3225126382205501867/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3225126382205501867' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3225126382205501867'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3225126382205501867'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/10/blog-post_23.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ชีสพายปทุมบงกช&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-9141598866637887414</id><published>2011-10-21T18:37:00.000-07:00</published><updated>2011-10-21T18:39:46.318-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ''กระเป๋าเดคูพาจ''</title><content type='html'>การสร้างมูลค่าเพิ่มถือเป็นเรื่องสำคัญของคนที่มีอาชีพประดิษฐ์งานฝีมือ-งาน หัตถกรรม บางครั้ง การเพิ่มรายละเอียดจากเทคนิคเดิม ๆ  ก็สามารถนำมาใช้เป็นจุดขายได้อย่างดี  อย่างเช่นงานผสมผสานระหว่างกระเป๋าจักสาน ที่นำงานเดโคพาจ หรือเดคูพาจ  มาประยุกต์ นี่ก็น่าพิจารณา ซึ่งวันนี้ทีม ’ช่องทางทำกิน“  ก็มีข้อมูลมานำเสนอ.กระเป๋าเดคูพาจ..&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ทางกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าแม่บ้าน  กรมปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.1) โดย พิมพ์พร สุริยกาญจน์ ตัวแทนของกลุ่ม  เล่าว่า ได้รวมตัวกันเพื่อผลิตชิ้นงานมาหลายปีแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจาก  พ.อ.(พิเศษ) วิรัตน์ นาคจู ผู้บังคับการกรม  เพื่อให้ครอบครัวของทหารที่ประจำการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการสร้างรายได้เสริมด้วย  ผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มรวมตัวกันผลิตนั้น มีหลากหลายชนิด  ตั้งแต่การประดิษฐ์ของใช้-ของที่ระลึกจากวัสดุเหลือใช้, งานรีไซเคิล,  งานดอกไม้ประดิษฐ์ เชิงเทียน, งานปั้นจากเศษขี้เลื่อย รวมถึง  งานเดคูพาจบนกระเป๋าจักสาน  ซึ่งผลิตภัณฑ์อย่างหลังนี้เป็นงานสร้างมูลค่าเพิ่ม  โดยนำงานศิลปะมาประยุกต์ใช้ทำกระเป๋าเดคูพาจ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หลายคนที่ไม่รู้จักงานเดคูพาจ  ต้องอธิบายว่า คือศิลปะตกแต่งพื้นผิวด้วยกระดาษ รูปภาพ หรือวัสดุอื่น ๆ  ที่สวยงาม ตกแต่งลงบนพื้นผิวของวัสดุประเภทต่าง ๆ เพื่อสร้างลวดลาย  เพิ่มความแปลกตา  โดยการนำมาฉีกหรือตัดแปะโดยสามารถทำร่วมกับการใช้เทคนิคอื่น ๆ  ประกอบในชิ้นงาน ซึ่งงานเดคูพาจนี้กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนทำงานฝีมือ  เนื่องจากลงทุนน้อย วัสดุอุปกรณ์มีไม่มาก ขั้นตอนการทำไม่ยาก  และยังสามารถพลิกแพลงต่อยอดได้ตลอดเวลา  จึงสามารถทำได้ทั้งเป็นงานอดิเรกและเป็นอาชีพ   &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; พิมพ์พรเล่าว่า ทางกลุ่มได้รวมตัวกันประดิษฐ์งานเดคูพาจลงบนวัสดุต่าง ๆ 3-4  เดือนแล้ว สินค้าที่ทำขึ้นมีตั้งแต่กล่องใส่กระดาษชำระ,  กระเป๋าถือสำหรับสตรี, กระจาดและถาดใส่สิ่งของหรือผลไม้  ซึ่งเรียกได้ว่าช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้เป็นอย่างดี  โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมหนีไม่พ้นงานเดคูพาจบนกระเป๋าจักสาน  ที่มีทั้งกระเป๋าสานพลาสติกและวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ และผักตบชวา&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “ตอนนี้สินค้าส่วนใหญ่มักจะเป็นงานออร์เดอร์ที่มีลูกค้ามาสั่งทำ  โดยจะกำหนดแบบหรือลวดลายที่ต้องการมาในระดับหนึ่ง  ที่เหลือก็จะเป็นลูกค้าทั่วไป ลายที่นิยมส่วนใหญ่ก็จะเป็นลายดอกไม้  ดอกกุหลาบ เป็นต้น” ตัวแทนกลุ่มกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทุนกระเป๋าเดคูพาจเบื้องต้น  ใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 บาท ทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 60% จากราคาขาย  โดยเรื่องรายได้ สินค้ามีราคาจำหน่ายชิ้นละ 250 บาท จนถึง 1,000 บาท  ในการทำ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ ประกอบด้วย กระเป๋าจักสาน,  กระดาษเดคูพาจ หรือรูปภาพที่ต้องการ, สีอะคริลิกขาว ใช้รองพื้น,  กาวเดคูพาจ, กรรไกร, คัตเตอร์ , น้ำยาเคลือบ, พู่กันหรือแปรง  โดยอุปกรณ์เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามแหล่งจำหน่ายงานเดคูพาจหรือร้าน อุปกรณ์ทำการฝีมือทั่วไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำกระเป๋าเดคูพาจ  เริ่มจากนำกระเป๋าจักสานที่เตรียมไว้มาทาบลงบนกระดาษหรือรูปลวดลายที่ต้อง การทำ จากนั้นใช้ดินสอวาดโครงร่าง ทำการตัดตามรอยดินสอที่ขีดไว้  โดยอาจตัดให้เหลือขอบเผื่อไว้นิดหนึ่ง  หากเกินไปมากก็ค่อยใช้กรรไกรเล็มเก็บทีหลังได้  เมื่อได้กระดาษที่จะใช้ทำเป็นลวดลายแล้ว  ก็ให้นำกระเป๋าจักสานมาทากาวเดคูพาจด้วยแปรงหรือพู่กัน  รอให้กาวเกือบแห้งสนิทจึงนำกระดาษลวดลายที่เตรียมไว้แปะลงบนพื้นผิววัสดุตาม ที่ได้ออกแบบไว้ โดยต้องระวังอย่าให้เกิดรอยย่นหรือฟองอากาศ  ขั้นตอนนี้ไม่ซับซ้อนแต่ต้องอาศัยความใจเย็นและความประณีตพอสมควร&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt; เมื่อแปะกระดาษลวดลายครบแล้ว ให้นำฟองน้ำชุบน้ำมาปาดให้ทั่วบริเวณ  จากนั้นทิ้งไว้รอให้แห้งสนิท นำพู่กันหรือแปรงจุ่มน้ำยาเคลือบ  ทาเคลือบบนกระดาษลวดลายอีกชั้นจนทั่ว ทิ้งไว้ให้แห้ง  เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำกระเป๋าเดคูพาจ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “งานเดคูพาจเหมาะสำหรับคนที่มองหางานเสริม มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน ลงทุนไม่มาก  แต่ต้องใช้ความใจเย็น อดทน  เพราะงานกระเป๋าเดคูพาจจะดูสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับความประณีตของชิ้นงานเป็นสำคัญ”  ตัวแทนกลุ่มกล่าว&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ใครสนใจติดต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าแม่บ้าน  ปตอ.1 ถนนแจ้งวัฒนะ ติดต่อได้ที่ โทร. 08-6062-2656, 08-5115-2205  ตัวแทนกลุ่มฝากบอกมาว่าร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่ภายในกรมปืนใหญ่ต่อสู้ อากาศยาน ผู้ที่สนใจแวะเวียนเข้าไปชมสินค้าได้  สามารถเลี้ยวรถเข้าไปจอดได้ถึงหน้าร้านโดยไม่ต้องแลกบัตร  ไปไม่ถูกสอบถามได้ตามเบอร์โทรฯ ข้างต้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=171162&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-9141598866637887414?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/9141598866637887414/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=9141598866637887414' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/9141598866637887414'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/9141598866637887414'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/10/blog-post_21.html' title='แนะนำอาชีพ&apos;&apos;กระเป๋าเดคูพาจ&apos;&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8899934803067033888</id><published>2011-10-14T17:55:00.000-07:00</published><updated>2011-10-14T17:57:08.270-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ''สวนในหลอดไฟ''</title><content type='html'>ช่องทางทำกิน“  วันนี้ทางทีมงานมีอีกหนึ่งงานไอเดียความคิดสร้างสรรค์  สร้างสรรค์งานออกมาสู่ตลาด โดยสร้างความแตกต่างดึงดูดลูกค้า  ซึ่งช่วยสร้างยอดขายได้อย่างดี  นั่นคืองาน ’สวนในหลอดไฟ“  ที่เป็นไอเดียต่อยอดจากการจัดสวนขวด เปลี่ยนรูปแบบมาจัดในหลอดไฟ  จนเกิดเป็นชิ้นงานที่แปลกใหม่ขึ้นมา...&lt;br /&gt;                            &lt;br /&gt; “นภดล รอดสิน” ซึ่งสร้างสรรค์งานดังกล่าวนี้ เล่าว่า  หลังจากที่เรียนจบก็เริ่มทำงานกัดลายกระจกขายก่อนเป็นอันดับแรก  จากนั้นก็เริ่มมีความคิดอยากจะกัดลายลงบนขวดดูบ้างเพราะเห็นว่าขวดนั้นมีรูป ทรงที่หลากหลายและสวยงาม ก็เริ่มไปเดินหาซื้อขวดสวย ๆ  จนได้ไปเห็นงานจัดสวนขวด เห็นว่าสวยดี  ก็เริ่มชอบความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่ในขวด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; พอเริ่มหลงใหลในการจัดสวนขวด  นภดลก็เริ่มเรียนรู้วิธีการทำโดยค้นหาที่เรียนจากอินเทอร์เน็ต  จนได้ไปเรียนรู้วิธีทำ ใช้เวลาเรียนอยู่ 1 วัน  เป็นการเรียนรู้วิธีการนำต้นไม้ใส่ลงไปในขวดเท่านั้น  ส่วนเรื่องการจัดตกแต่งนั้นต้องมาเรียนรู้ฝึกหัดทำเอง  จนสามารถทำออกจำหน่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต  ซึ่งก็ได้รับความการตอบรับเป็นอย่างดี&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังจากที่ทำงานจัดสวนในขวดอยู่ระยะหนึ่ง  ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็เชิญไปเป็นวิทยากรสอนการทำสวนขวดให้กับผู้ที่ สนใจ ก็มีผู้ที่สนใจเรียนไม่น้อยเลย  โดยตอนนั้นก็เริ่มเปิดหน้าร้านที่สวนจตุจักรด้วย  โดยนำผลงานที่ทำไว้มาวางขาย นอกจากนั้นก็ยังเอางานของเด็ก ๆ ไปวางขายด้วย  แต่เปิดร้านอยู่ได้ประมาณ 1 ปีก็ปิดร้านไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “ที่ต้องปิดร้านเกิดจากขวดที่เป็นวัตถุดิบหลักเริ่มหายากขึ้น  ที่สำคัญงานของนักเรียนที่นำมาวางขายยังไม่ค่อยได้คุณภาพ ต้นไม้ตายง่าย  ทำให้ลูกค้าเริ่มลดลง งานสวนขวดจึงเริ่มได้รับการตอบรับน้อยลง  จึงตัดสินใจปิดร้าน แต่ผมก็ยังคงผลิตงานออกมาอยู่เรื่อย ๆ  แต่ขายทางอินเทอร์เน็ตแบบเดิม”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังจากผลิตงานสวนขวดอยู่อีกระยะหนึ่ง  นภดลก็เกิดไอเดียต่อยอดจากที่ได้เห็นงานที่นำหลอดไฟมาทำเป็นตะเกียงใน เว็บไซต์ต่างประเทศ หลังจากได้เห็นการนำหลอดไฟมาทำเป็นชิ้นงาน  ก็เกิดความคิดว่าน่าจะทำเป็นสวนในหลอดไฟได้ ก็เริ่มลงมือทดลองทำ  ใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งหลอดไฟนั้นมีความบางกว่าขวดมาก  ทำให้รับอุณหภูมิความร้อนได้มากกว่าขวด ทำให้เกิดความชื้นน้อย  ต้องหาพันธุ์ไม้ที่สามารถอยู่ได้ ไม่ตายง่าย จากการทดลองทำก็ได้ 2 ชนิดคือ  พรหมออสเตรเลีย และพวกเฟิร์นทั่วไป  ซึ่งก็พยายามทดลองหาพืชที่มีความสวยงามอื่น ๆ มาทดลองทำไปเรื่อย ๆ อีก  และนอกจากจะใช้ต้นไม้จริงแล้วก็ยังมีต้นไม้ปลอมด้วย  สำหรับคนที่ชอบความสวยงามแต่ไม่มีเวลาดูแล&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานลักษณะนี้ หลัก ๆ มีดังนี้คือ... หลอดไฟ ขนาด 200  วัตต์, หินชั้น, หินกรวด, ขุยมะพร้าว, ดิน, คัตเตอร์, ไขควง, กาว  นอกนั้นก็เป็นอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง พวกลวดที่ปลายมัดหุ้มด้วยผ้า  และตะเกียบที่ดัดแปลงไว้ทำการเขี่ยตกแต่งภายในหลอดไฟ เป็นต้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “ที่ต้องใช้หลอดไฟขนาด 200 วัตต์  ก็เพราะเป็นหลอดไฟที่มีขนาดเหมาะที่สุดในการนำมาทำ  เพราะเวลาจัดสวนจะได้องค์ประกอบที่เยอะ  ส่วนขุยมะพร้าวและดินนั้นจะต้องร่อนด้วยตะแกรงให้ละเอียดก่อนที่จะนำมาใช้  และเนื่องจากหลอดไฟนั้นบางกว่าขวด และปากก็เล็กว่าขวดมาก  ในการทำจะต้องใช้ความประณีตและความพยายามสูง” นภดลกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ...  เริ่มจากนำหลอดไฟที่ต้องการใช้มาทำการตัดเอาหัวออกและตัดไส้หลอดออกก่อน  โดยใช้คัตเตอร์ทำการตัดด้านบนของขั้วหลอดออก  แล้วก็ใช้ไขควงทิ่มลงไปกระแทกให้ไส้หลอดข้างในขาดหลุด จากนั้นก็ค่อย ๆ  นำเศษไส้หลอดออกมาจนหมด แล้วก็นำหลอดไฟไปล้างทำความสะอาดด้วยน้ำ  ล้างให้สะอาดแล้วนำมาเช็ดให้แห้ง  ด้านในก็ใช้อุปกรณ์พิเศษอย่างลวดพันปลายด้วยผ้าสอดเข้าไปเช็ดให้แห้ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อได้หลอดไฟมาแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการจัดสวนในหลอดไฟ  เริ่มจากนำขุยมะพร้าวใส่ลงไปเป็นการรองพื้นก่อน  ไว้สำหรับเป็นตัวอุ้มความชื้น ใส่พอประมาณ จากนั้นก็ใส่ดินลงไป  การใส่ดินนั้นไม่ต้องเกลี่ยให้เป็นพื้นเรียบ  แต่ควรต้องทำให้เป็นเนินเอียงไปข้างใด&lt;br /&gt;ข้างหนึ่ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นต่อไปก็ทุบหินชั้นให้ได้ก้อนขนาดที่ใส่ลงไปในปากหลอดไฟได้  จะใส่ลงไปมากหรือน้อยก็ตามแต่การออกแบบ  พยายามจัดวางให้หินชั้นวางซ้อนทับกันเพื่อความสวยงาม  และเพื่อให้หินไม่ขยับเลื่อนออกจากกันก็ใช้กาวเป็นตัวยึดติด  หลังจากจัดวางหินชั้นตามที่ต้องการแล้ว ก็ใส่หินกรวดลงไปฝั่งหนึ่ง  อีกฝั่งหนึ่งที่เป็นดินก็ให้นำมอสมาวางปูให้เต็มพื้นที่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการลงต้นไม้  โดยใช้ตะเกียบกดลงไปและขุดรูตรงจุดที่จะลงต้นไม้ตามแบบที่ออกไว้  เมื่อขุดรูเรียบร้อยก็นำต้นไม้ที่ต้องการใส่ลงไป  ใช้ตะเกียบเขี่ยดินกลบให้แน่น  ถ้าเป็นต้นไม้จริงเวลาใส่ลงไปต้องระมัดระวังไม่ทำให้ต้นไม้ช้ำมาก  และเวลาจัดวางก็ไม่ควรให้ใบไม้ติดกับผิวหลอดไฟ  เพราะจะทำให้ต้นไม้เน่าตายได้ง่าย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“การจัดสวนในหลอดไฟ  เมื่อจัดเสร็จใช่ว่าจะเสร็จ  เพราะก่อนที่จะส่งให้ลูกค้าเราจะต้องตรวจคุณภาพของต้นไม้  โดยดูแลต้นไม้ให้ตั้งตัวได้ก่อน ประมาณ 1 สัปดาห์  เพื่อให้แน่ใจว่าต้นไม้จะไม่ตาย” นภดลกล่าว ซึ่ง ’สวนในหลอดไฟ“ ของเขา  อยู่ที่ร้านสยาม อาร์ต ช็อป ราคาขายอยู่ที่ 299 บาทต่อชิ้น  และก็ยังคงทำสวนในขวดจำหน่ายด้วย...&lt;br /&gt;                                    &lt;br /&gt; ใครสนใจ ’สวนในหลอดไฟ“ งานไอเดียเก๋ ๆ เข้าไปดูได้ที่  www.siamshop.com/3454b9nt0i6128a หรือ www.facebook/gardenlamp  ต้องการติดต่อสอบถามจากนภดล ก็โทรศัพท์ไปได้ที่ โทร. 08-6336-9306.&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=169650&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8899934803067033888?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8899934803067033888/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8899934803067033888' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8899934803067033888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8899934803067033888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;&apos;สวนในหลอดไฟ&apos;&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3812921447677988155</id><published>2011-08-26T18:01:00.000-07:00</published><updated>2011-08-26T18:02:24.857-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘บ้านสุนัข’</title><content type='html'>ตลาดสินค้าของกลุ่มคนรักสุนัข รัก “น้องหมา” ยังถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ  เพราะมีการเติบโตสวนกระแสตลาดสินค้าประเภทอื่น ๆ หลายประเภท  ยิ่งถ้ารู้จักเติมไอเดีย ออกแบบสินค้าได้ลงตัวสวยงาม  โอกาสที่จะทำเงินดีก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน อย่างเช่นงาน “บ้านสุนัข”  ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอกันอีกครั้ง ในอีกรูปแบบ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  “หนึ่งฤทัย คชไกร” ซึ่งผลิต “บ้านสุนัข” จำหน่าย เล่าว่า  สืบเนื่องมาจากการทำธุรกิจรับฝากเลี้ยงสุนัข  โดยบริการของที่ร้านจะรับฝากเฉพาะสุนัขพันธุ์เล็กและกลางที่มีน้ำหนักไม่ เกิน 15 กิโลกรัม  จากนั้นจึงคิดต่อยอดโดยผลิตบ้านสุนัขเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการหา ที่อยู่อาศัยให้กับสุนัขตัวโปรด โดยใช้ชื่อว่า “โฮมสวีทโฮม”   จำหน่ายผ่านเว็บไซต์ของตัวเองคือ www.homesweethomebkk.com  สำหรับบ้านสุนัขที่ออกแบบนั้นจะจำลองแบบบ้านของคนมาทำ  โดยเน้นที่ความสบายและไม่มีการติดกรงให้สุนัขอึดอัด ซึ่งแรก ๆ  ทดลองทำเพื่อใช้เอง ต่อมามีลูกค้าเห็นเข้าและชอบจึงขอให้ช่วยออกแบบให้  จนต่อมาได้กลายเป็นอีกธุรกิจที่แตกยอดออกมาจากงานบริการ  กลายเป็นงานบ้านสุนัขอย่างที่เห็น...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “บ้านสำหรับสุนัขที่ทำนี้ถอดแบบมาจากบ้านคน ทั้งในเรื่องรูปทรง สี  และประโยชน์ใช้สอยซึ่งสามารถตอบโจทย์ในเรื่องกันแดด กันฝน กันยุง เป็นหลัก  โดยพยายามดัดแปลงให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของสุนัข เช่น  ประตูเปิด-ปิดแบบสวิง ล้อเลื่อน รั้ว ระเบียง  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสุนัขเป็นหลัก” หนึ่งฤทัยกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; รูปแบบบ้านสุนัขที่เธอออกแบบ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 20 แบบ โดยแบ่งออกเป็น 4  ขนาด ประกอบด้วย ไซส์ S (ขนาดกว้าง 80 ลึก 60 สูง 90 เซนติเมตร) ไซส์ M  (ขนาดกว้าง 100 ลึก 80 สูง 110 เซนติเมตร) ไซส์ L (ขนาดกว้าง 120 ลึก 100  สูง 120 เซนติเมตร) และไซส์ XL (ขนาดกว้าง 150 ลึก 100 สูง 140 เซนติเมตร)  โดยลูกค้าจะพิจารณาเลือกจากขนาดพื้นที่ที่ใช้วางบ้านสุนัขกับงบประมาณของตัว เอง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กลุ่มลูกค้าหลัก ก็แน่นอนว่าเป็นกลุ่มคนรักสุนัข  นอกจากนี้ก็ยังมีลูกค้าที่เลี้ยงแมวและกระต่ายเป็นลูกค้าเพิ่มเข้ามาด้วย  จุดเด่นของบ้านสุนัข เธอบอกว่า จะเน้นที่วัสดุคุณภาพสูง  และเน้นให้ตรงตามกับความต้องการสุนัข โดยนำผลวิจัยต่าง ๆ มาประกอบ  ซึ่งตอบโจทย์ของลูกค้าด้วย  เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นอกจากนี้ ในเรื่องของวัสดุก็จะคำนึงถึงความปลอดภัยของสุนัข  ซึ่งวัสดุบางอย่างแม้จะลดต้นทุนแต่อาจไม่เหมาะกับชีวิตประจำวันของสุนัข  จนอาจส่งผลหรือทำให้สุนัขเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “ความต้องการของสุนัขกับคนนั้นต่างกันในบางเรื่อง  การออกแบบของเราจึงต้องเน้นที่ความสะดวกและความชอบของคนเลี้ยง  แต่ต้องสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของสุนัขด้วย” หนึ่งฤทัยกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทุนเบื้องต้น อยู่ที่ประมาณ 250,000-300,000 บาท ทุนวัตถุดิบ  อยู่ที่ประมาณ 75% จากราคาขาย รายได้นั้น ราคาของบ้านสุนัข เริ่มตั้งแต่  8,500 ถึง 20,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบบ ขนาด และอุปกรณ์เสริมที่เลือก เช่น  ถ้าบ้านสุนัขมีรั้ว ราคาก็จะแพงกว่าแบบบ้านที่ไม่มีรั้ว เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ประกอบด้วย แผ่นไม้สังเคราะห์,  วู้ดซีเมนต์บอร์ด, สีน้ำอะคริลิค, มุ้งลวด, โต๊ะเลื่อยและใบเลื่อยวงเดือน,  ปืนลม, แท่นเลื่อยฉลุ, เครื่องตัดไฟเบอร์สำหรับตัดไม้, กาวยาแนว  และปืนยิงกาว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ  เริ่มจากการวางโครงร่างของแบบบ้านสุนัขที่จะผลิต  โดยเริ่มจากการคำนวณว่าบ้านสุนัขหลังนั้นจะประกอบด้วยประตูกับหน้าต่างกี่ บาน จะประกอบหลังคาแบบจั่วหรือแบบกล่อง  จากนั้นเมื่อวางโครงเสร็จก็เริ่มทำในส่วนของผนัง  โดยติดตั้งแผ่นไม้วัสดุผสมซ้อนเกล็ดเข้ามุม 45 องศา   เหตุที่ต้องวางแผ่นไม้ที่ทำเป็นผนังแบบนี้  ก็เพื่อป้องกันน้ำฝนไหลตีย้อนเข้าบ้านขณะที่ฝนตกแรง ๆ  เสร็จจากการทำฝาผนังก็เริ่มทำบานประตูและหน้าต่างของบ้านสุนัข   โดยจุดเด่นของบ้านสุนัขรูปแบบนี้จะมีเทคนิคเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ ให้สุนัขข่วนมุ้งลวดขาด เมื่อประกอบส่วนประกอบเสร็จแล้ว  จากนั้นก็ทำการลงสีน้ำอะคริลิค ทำการตรวจความเรียบร้อย  เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“วิธีการและขั้นตอนมีไม่มาก แต่ต้องใช้ความละเอียดในทุกขั้นตอน” หนึ่งฤทัยกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; หนึ่งฤทัยผลิตงาน “บ้านสุนัข” นี้อยู่ที่ เลขที่ 81/11 ซ.ชัยพฤกษ์ 16  แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.08-1926-2818  และมีเว็บไซต์ดังที่ว่ามาข้างต้นเป็นช่องทางจำหน่าย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง  “ช่องทางทำกิน” ด้วยสินค้าที่เจาะตลาดสัตว์เลี้ยง กลุ่มคนรักสุนัข  ที่น่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : เรื่อง-ภาพ&lt;br /&gt;                ------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;คู่มือลงทุน...บ้านสุนัข&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนเบื้องต้น    250,000-300,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัสดุ    ประมาณ 75% ของราคา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้    ราคา 8,500-20,000 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน    ตั้งแต่ 1-2 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด    กลุ่มคนเลี้ยงสุนัข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ    ตลาดยังเติบโตเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=159569&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3812921447677988155?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3812921447677988155/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3812921447677988155' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3812921447677988155'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3812921447677988155'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_26.html' title='แนะนำอาชีพ ‘บ้านสุนัข’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8190203487029875592</id><published>2011-08-21T04:06:00.000-07:00</published><updated>2011-08-21T04:07:22.549-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'เปาะเปี๊ยะ-น้ำยาขนมจีน' 'สูตรเห็ด' ทำเงินเด็ดๆได้</title><content type='html'>อาหารทั่วไปหากสามารถประยุกต์เป็นอาหารมังสวิรัติ  ก็สามารถทำตลาดได้กว้างขึ้น อย่าง “เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด”  และ  “ขนมจีน-น้ำยาเห็ด” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” จะนำเสนอในวันนี้  นี่ก็น่าพิจารณาเช่นกัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• • • • •&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อรนุช  ทวีศักดิ์ หรือ ปู เจ้าของร้านคุณปู เปาะเปี๊ยะเห็ด ย่านซอยละลายทรัพย์  ถนนสีลม ซึ่งทำเปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ดและขนมจีนน้ำยาเห็ดขายมาเกือบ 10 ปี  เล่าว่า แรกเริ่มเดิมทีตนทำปลาซาบะส่งห้าง และมีช่วงหนึ่งได้ไปต่างประเทศ  ได้ไปทานอาหารที่ภัตตาคารจีนแห่งหนึ่ง ได้ทานเปาะเปี๊ยะแบบนี้  จึงกลับมาลองทำดูด้วยวิธีของตัวเอง ทดลองให้เพื่อน ๆ และคนรู้จักชิม  ซึ่งก็บอกว่าอร่อย จึงได้ทำขายมาตลอดจนถึงปัจจุบันนี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สำหรับอุปกรณ์ทำเปาะเปี๊ยะเห็ด หลัก ๆ ก็มี กระทะ เตาแก๊ส มีด เขียง หม้อ  กะละมัง และอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวทั่วไป ส่วนประกอบของเปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด  ตามสูตรก็มี แป้งเปาะเปี๊ยะขนาดกลาง 20-30 กก., แครอทหั่นฝอย 20 กก.,  วุ้นเส้นหั่นแช่น้ำ 4 กก., เห็ดออริจิหั่นเป็นท่อน ๆ 5 กก.,  เห็ดหอมแห้งแช่น้ำ 2 กก., เห็ดหูหนูหั่นฝอย 6-7 กก., ข้าวโพดสุกแกะเม็ด 10  กก., ซอสถั่วเหลือง 500 ซีซี., น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย,  น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับผัด 1 ถ้วย, น้ำมันปาล์มสำหรับทอด&lt;br /&gt;2 แกลลอน (แกล ลอนละ 18 กก.)&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วิธีทำไส้เปาะเปี๊ยะ เตรียมส่วนผสมทั้งหมด (ยก  เว้นแผ่นเปาะเปี๊ยะและวุ้นเส้น) ผัดรวมกันพอสุก  ตามด้วยวุ้นเส้นที่แช่น้ำไว้แล้ว ผัดรวมกัน ปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง,  น้ำตาลทราย, เกลือ, ซอสเห็ดหอม ชิมรสชาติให้กลมกล่อม  เสร็จแล้วตักใส่ถาดพักให้เย็น เน้นว่าไส้ที่ผัดต้องแห้ง  เพื่อจะทำให้การห่อนั้นง่ายขึ้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การห่อเปาะเปี๊ยะ  ตักไส้ใส่ลงแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ม้วนแล้วพับหัวท้ายให้แน่น  ทาริมด้วยแป้งเปียก เสร็จแล้วนำลงทอดในกระทะที่น้ำมันร้อน ใช้ไฟปานกลาง  ทอดจนเป็นสีเหลืองกรอบจึงตักขึ้นซับน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมใบโหระพา ผักกาดหอม  และน้ำจิ้ม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนผสมน้ำจิ้ม ตามสูตรก็มี น้ำตาลมะพร้าว 20 กก.,  น้ำตาลทรายแดง 8 กก., น้ำส้มสายชู 2.5 ลิตร, พริกขี้หนูแดง 2 กก., เกลือ  500 กรัม และกระเทียม 3 กก.&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;วิธีทำน้ำจิ้ม  นำพริกแดงปั่นรวมกับกระเทียมและน้ำส้มสายชู  จากนั้นใส่ลงในหม้อที่ต้มน้ำตาลมะพร้าวไว้แล้ว หลังจากนั้นก็ใส่เกลือ  ชิมรสชาติให้กลมกล่อม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด” ขายราคาชิ้นละ 7 บาท หรือ 3 ชิ้น 20 บาท พร้อมน้ำจิ้ม และผักข้างเคียง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ต่อด้วย “น้ำยาเห็ด” ที่รับประทานกับขนมจีน น้ำยาก็ใช้เห็ด 3 อย่าง  ส่วนประกอบน้ำยาเห็ด ได้แก่ เห็ดนางฟ้าปั่นละเอียด 500 กรัม,  เห็ดฟางปั่นละเอียด 500 กรัม, เห็ดหอมสดปั่นละเอียด 200 กรัม, กะทิสด 3  กก., เครื่องแกง 1/2 ถ้วย (ประกอบด้วย ข่า 2 แง่ง, ตะไคร้ 10 ต้น, ใบมะกรูด  5 ใบ, พริกแห้งสีแดงเม็ดใหญ่ 10 เม็ด และกระเทียม 10 กลีบ  โขลกรวมกันให้ละเอียด), กระชายหั่นหยาบ 1 กก., น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ,  เกลือ 3 ช้อนโต๊ะ และผักเคียง&lt;br /&gt;ต่าง ๆ เช่น มะระลวก, ถั่วงอกลวก, ผักกาดดองหั่นบาง ๆ, ใบแมงลัก, กะหล่ำปลี และถั่วฝักยาว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วิธีทำน้ำยาเห็ด ปั่นเครื่องแกงให้ละเอียด  ใส่กระชายที่ปั่นไว้ลงปั่นรวมให้เข้ากัน  แล้วจึงนำส่วนผสมมาลงละลายในหัวกะทิ จากนั้นนำกะทิที่ได้ตั้งไฟปานกลาง  พอเดือดก็ใส่เห็ดที่ปั่นไว้แล้วคนให้เข้ากัน ใช้ไฟอ่อนต้มต่อจนเดือด  ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล และต้มต่ออีกสักพัก ชิมรสให้ได้ที่ ก็เป็นอันเสร็จ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;น้ำยาเห็ดรับประทานกับขนมจีน และผักเคียงต่าง ๆ ขายเป็นชุด ราคาชุดละ 30 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;• • • • •&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ปู-อรนุช ทวีศักดิ์ ทำ “เปาะเปี๊ยะทอดไส้เห็ด” และ “ขนมจีนน้ำยาเห็ด”  ขายเป็น “ช่องทางทำกิน” ตามสถานที่ต่าง ๆ อาทิ ตลาดสีเขียว  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์-รังสิตเฉลิมพระเกียรติ, กระทรวงสาธารณสุข,  โรงพยาบาลปทุมธานี และซอยละลายทรัพย์ สีลม หมายเลขโทรศัพท์    คือ โทร.  08-1818-1605 และ 08-6600-7719 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพค้าขายอาหารที่นำ  “เห็ด” มาทำเป็นสูตรเด็ด และก็ทำเงินได้เด็ด ๆ น่าสนใจ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=158389&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8190203487029875592?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8190203487029875592/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8190203487029875592' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8190203487029875592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8190203487029875592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_21.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;เปาะเปี๊ยะ-น้ำยาขนมจีน&apos; &apos;สูตรเห็ด&apos; ทำเงินเด็ดๆได้'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3575487427914067029</id><published>2011-08-19T17:11:00.000-07:00</published><updated>2011-08-19T17:13:33.288-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'กระเป๋าหนังสังเคราะห์'</title><content type='html'>กระเป๋า“ ที่เป็นงานแฮนด์เมด ที่ใช้ ’หนังสังเคราะห์“ เป็นวัสดุแทนหนังจริง  โดยมีการออกแบบดีไซน์ตามแฟชั่น  ใช้ประโยชน์ได้เยอะ  เป็นอีกหนึ่งงานที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ด้วยดีไซน์ทันสมัย ราคาไม่สูง  ดังนั้น สินค้าประเภทนี้ก็สร้างรายได้ให้กับผู้ทำได้อย่างดี  เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ ซึ่งทีม ’ช่องทางทำกิน“ ก็มีกรณีศึกษามานำเสนอ...&lt;br /&gt;                     • • • •&lt;br /&gt; ชาคริต พงษ์สุพจน์ ซึ่งออกแบบตัดเย็บกระเป๋าขายมาได้ประมาณ  1 ปี เล่าว่า  เรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า  หลังจากที่เรียนจบก็เข้าทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ  แต่ช่วงนั้นมีคนรู้จักขายของพวกกิฟต์ช็อปตามตลาดนัด ซึ่งในช่วงนั้นขายดีมาก  รายได้ต่อวันเยอะ  ซึ่งตนเห็นแล้วก็คิดว่าน่าจะไปได้ดีในการค้าขายประกอบกับเริ่มเบื่อ ๆ  กับการทำงานประจำอยู่แล้ว จึงออกจากงานประจำมาขายของตามตลาดนัด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ช่วงแรก ๆ ก็ขายดี แต่มาระยะหลังเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ของขายยากขึ้น  จึงต้องมองหางานอื่นมาขายเพิ่ม  ซึ่งก็ได้รับกระเป๋าแฟชั่นผู้หญิงมาขายเพิ่มเติม  และตอนหลังย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯก็ยังวิ่งขายกระเป๋าตามตลาดนัดอยู่  โดยรับกระเป๋าจากสำเพ็งมาขาย แต่พอเจอวิกฤติช่วงที่มีม็อบ ทำให้ของขายยาก  ตอนนั้นก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงที่จะขายให้ได้กำไรเยอะขึ้น  ก็คิดว่าถ้าตัดเย็บเองน่าจะลดต้นทุนและได้กำไรเยอะขึ้น  จึงตัดสินใจทดลองหัดเย็บกระเป๋าขายเองเสียเลย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “เริ่มแรกจำได้ว่ามีเงินทุนอยู่ประมาณ 7,000 บาท  ก็ไปขอซื้อจักรอุตสาหกรรมราคา 7,500 บาท แต่ซื้อแบบผ่อน  ก็หัดเย็บเองทั้งที่ไม่มีความรู้มาก่อน  เริ่มจากแกะแบบกระเป๋าทีละชิ้นเพื่อดูแบบ  ก็ทำให้พอจะรู้ว่าชิ้นไหนที่แกะออกได้ก่อนก็จะเป็นชิ้นที่เย็บหลัง  ก็หัดเย็บอยู่ประมาณ 3-4 วัน จนพอทำได้ดี  จากนั้นก็เริ่มออกแบบแล้วเย็บออกจำหน่าย”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;หนังที่ใช้จะใช้เป็น  หนังพียู เป็น หนังสังเคราะห์ ซึ่งมีราคาถูกกว่าหนังแท้  เหมาะแก่การเริ่มลงทุนเพราะมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก  เพียงแต่ต้องออกแบบดีไซน์ให้กระเป๋าดูสวย และก็เน้นตัดออกมาให้เป็นไซซ์ใหญ่  มีประโยชน์ใช้สอยเยอะ จะทำให้ขายได้ง่าย  ที่สำคัญเมื่อทุนการทำต่ำก็ต้องขายในราคาที่ไม่สูงมาก จึงจะขายง่าย  ลูกค้าตลาดล่างมีกำลังซื้อ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;การออกแบบนั้น ชาคริตบอกว่า  ก็จะดูจากอินเทอร์เน็ต แล้วก็ดัดแปลง  การตัดนั้นก็ต้องดูด้วยว่าแบบไหนโดนใจลูกค้า  โดยทดลองตัดออกมาขายดูก่อนจำนวนน้อย ๆ ถ้าของออกเร็วขายได้ง่ายก็เพิ่มจำนวน  แต่ถ้าแบบไหนขายยากก็จะไม่ตัดเพิ่ม  ซึ่งสำหรับตนเองนั้นในช่วงแรกเนื่องจากเป็นงานที่ตัดเย็บเอง  ก็สามารถตัดได้ประมาณ 40 ใบต่อสัปดาห์ แต่ช่วงหลัง ๆ  ซึ่งเริ่มได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้น  ก็เริ่มขยายโดยจะตัดแพตเทิร์นแล้วนำไปจ้างช่างเย็บ ก็จะได้ 100  ใบต่อสัปดาห์ โดยค่าจ้างช่างก็จะอยู่ที่ประมาณ 40-50 บาทต่อใบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ต้องมีในการทำกระเป๋าหนังสังเคราะห์ หลัก ๆ ก็มี  จักรอุตสาหกรรม, ด้าย, กระดาษแข็ง, ดินสอ, กรรไกร  วัสดุที่ใช้ทำก็จะเป็นหนังพียู เป็นหนังสังเคราะห์  ส่วนผ้าที่ใช้ทำซับในจะมีทั้งที่เป็น ผ้ากำมะหยี่ และ ผ้าสบันบอน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัสดุอย่างหนังสังเคราะห์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นสีดำหรือสีน้ำตาล  เพราะเวลาทำกระเป๋าออกมาแล้วจะขายง่ายกว่าสีอื่น ๆ  ซึ่งหนังสังเคราะห์นี้สามารถหาซื้อได้ที่ย่านวงเวียนใหญ่&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ เริ่มจากการออกแบบรูปทรงกระเป๋าตามที่ต้องการ  จากนั้นก็วาดเป็นแพตเทิร์นลงกระดาษแข็ง แล้วก็ตัดแพตเทิร์นเป็นชิ้น ๆ ออกมา  จากนั้นก็นำแพตเทิร์นไปวางทาบบนแผ่นหนังสังเคราะห์  ใช้ดินสอขีดตามแพตเทิร์น  เมื่อวาดแพตเทิร์นลงบนหนังสังเคราะห์ที่จะใช้เรียบร้อยทุกชิ้นแล้ว  ก็ทำการตัดออกมาเป็นชิ้น ๆ ตามแบบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังจากที่ตัดแพตเทิร์นจากหนังสังเคราะห์เสร็จแล้ว  ก็มาทำการวาดแบบแพตเทิร์นลงบนผ้าที่จะใช้ทำซับในของกระเป๋า  จะใช้ผ้ากำมะหยี่หรือผ้าสบันบอนก็แล้วแต่จะเลือกใช้ วาดเสร็จก็ตัดตามแบบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อได้แพตเทิร์นครบทุกชิ้นแล้ว  ก็นำแพตเทิร์นที่เป็นหนังสังเคราะห์มาประกอบเข้าด้วยกัน  จากนั้นก็ทำการเย็บด้วยจักรให้เป็นรูปทรงกระเป๋าตามแบบที่เราออกแบบไว้  เย็บเรียบร้อยก็มาทำการเย็บผ้าซับในให้เป็นทรงรูปกระเป๋า  เมื่อได้ทั้งกระเป๋าและผ้าซับในแล้ว ก็นำผ้าซับในมาใส่ลงในกระเป๋าหนัง  แล้วทำการเย็บด้านบนขอบกระเป๋าให้ผ้าซับในและกระเป๋าติดกัน  โดยเก็บขอบให้เรียบร้อย จากนั้นก็มาเย็บหูกระเป๋า ติดซิป  และก็ตกแต่งภายนอกตามแบบที่เราต้องการ  ก็จะได้เป็นกระเป๋าที่พร้อมนำออกจำหน่ายกระเป๋าหนังสังเคราะห์ของชาคริต  มีประมาณ 6-7 แบบ ราคาขายอยู่ที่ 250-300 บาท ทุนวัสดุตกประมาณ 130-170  บาทต่อใบ ซึ่งก็แล้วแต่ขนาดและแบบกระเป๋า ถ้าใครซื้อตั้งแต่ 3  ใบขึ้นไปก็จะได้ราคาที่ถูกลง เป็นราคาส่ง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ร้านที่ขายนั้น  นอกจากจะมีกระเป๋าที่เย็บเองแล้ว  ก็ยังรับกระเป๋าจากที่อื่นมาขายเสริมอีกด้วย  แต่เราจะเลือกเอามาวางขายเฉพาะงานที่เป็นแนวเดียวกับที่เราทำอยู่”  ชาคริตกล่าว&lt;br /&gt;                                  • • • •&lt;br /&gt; สำหรับผู้ที่สนใจ ’กระเป๋าหนังสังเคราะห์“ ที่เป็นงานแฮนด์เมดของชาคริต  ก็แวะไปดูกันได้  โดยเขาขายอยู่ที่ตลาดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในวันเสาร์และอาทิตย์  และที่สวนจตุจักร เบอร์โทรศัพท์ของชาคริตคือ  08-6580-5826  ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“ เกี่ยวกับกระเป๋า  ที่แม้จะไม่ได้ใช้หนังแท้ ๆ แต่ก็ทำเงินแท้ ๆ ได้น่าสนใจ!!.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=158172&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3575487427914067029?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3575487427914067029/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3575487427914067029' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3575487427914067029'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3575487427914067029'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_19.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;กระเป๋าหนังสังเคราะห์&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-39814135542329294</id><published>2011-08-13T18:11:00.000-07:00</published><updated>2011-08-13T18:12:47.486-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ขนมจีบแป้งสด'</title><content type='html'>“ขนมจีบ” เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งที่สามารถทานได้ทุกเวลา  ซึ่งขนมจีบที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป  ตามท้องตลาดจะเป็นขนมจีบที่ใช้แผ่นเกี๊ยวห่อไส้ แต่วันนี้ทีมงาน  “ช่องทางทำกิน”  มีข้อมูลการทำ-การขายขนมจีบอีกรูปแบบมานำเสนอให้ได้ลองพิจารณากัน กับ  “ขนมจีบแป้งสด” อีกหนึ่งรูปแบบอาชีพด้านการขายอาหารที่น่าสนใจ...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; บุษกร ล้านมา หรือ “เมย์” ซึ่งทำขนมจีบแป้งสดขาย เล่าให้ฟังว่า  เดิมนั้นเธอเป็นพนักงานประจำเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มานานหลายปี   ก็รู้สึกเครียดและเบื่อ ที่สำคัญไม่ค่อยมีเวลาเป็นส่วนตัว  ประกอบกับแฟนเป็นนักดนตรียิ่งทำให้ไม่ค่อยได้เจอกัน  เพราะเวลาทำงานจะสวนทางกัน  จึงทำให้เธอกับแฟนปรึกษากันว่าจะออกจากงานแล้วมาทำธุรกิจส่วนตัว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “เราสองคนก็ไปขอสูตรและฝึกทำขนมจีบแป้งสดจาก เจ๊ละม่อม ซึ่งเป็นคุณแม่แฟน  ทำขายมากว่า 20 ปี ต้นตำรับดั้งเดิมในนครสวรรค์  ขายดิบขายดีมีลูกค้าขาประจำมากมาย จนสามารถส่งลูก ๆ เรียนจบมาแล้วหลายคน  พอเอามาให้เพื่อนชิมก็ตื่นเต้นกันใหญ่บอกว่าอร่อย และไม่เคยเห็นมาก่อน  ระหว่างนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจ จึงลองทำขายเล่น ๆ  ในวันหยุดควบคู่กับการทำงานประจำ เสียงตอบรับดีมาก  ทำมาเท่าที่ทำได้ก็ขายหมดเกลี้ยงทุกวัน  จากนั้นก็ลาออกจากงานมาช่วยกันทำขายเป็นอาชีพหลัก ทำมาได้นานประมาณ  2  ปีแล้ว”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;อุปกรณ์ในการทำหลัก ๆ ก็มี...กระทะใบบัว, ไม้พาย,  เครื่องรีดแป้ง, เครื่องตีแป้ง, เครื่องตัด, หม้อนึ่ง, เตาแก๊ส ถ้วยตวง  และอุปกรณ์ทั่วไปที่ใช้กันในครัวเรือน วัตถุดิบและส่วนผสมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน  คือ... ส่วนผสมในการทำตัวแป้ง และส่วนผสมในการทำไส้  ซึ่งส่วนผสมในการทำแป้ง ประกอบด้วย แป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง และน้ำสะอาด &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สำหรับส่วนผสมในการทำไส้ ตามสูตรประกอบด้วย เนื้อหมูปนมันสับ 10   กิโลกรัม, หอมแดง 1 กิโลกรัม มันแกวสับ 1 กิโลกรัม กระเทียมสับ 1 กิโลกรัม  นอกจากนี้ก็ใช้รากผักชี หอมใหญ่สับ น้ำตาล พริกไทยป่น ต้นหอม-ผักชีสับหยาบ  น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำมันหอย และเกลือป่น &lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ “ขนมจีบแป้งสด” เริ่มจากนำแป้งสาลีผสมกับแป้งมันสำปะหลัง  ผสมรวมกันแล้วร่อน  ใส่น้ำสะอาดตามลงไป คนให้เข้ากัน  จากนั้นนำไปตั้งไฟกวนในกระทะให้ส่วนผสมแป้งสุก ล่อนจับตัวเป็นก้อน  ยกลงตั้งพักไว้ให้อุ่น แล้วนำแป้งที่ได้มานวดจนแป้งนุ่มและเนียนไม่ติดมือ  จากนั้นก็แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ๆ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; นำก้อนแป้งที่ได้มารีดและโรยด้วยแป้งมัน  รีดให้เป็นแผ่นบางยาว    นำแผ่นแป้งที่ได้มาทับซ้อน ๆ กัน  แล้วตัดโดยให้ขนาดของแผ่นแป้งอยู่ที่ประมาณ  2x2  นิ้ว ตั้งพักไว้ รอห่อไส้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ส่วนตัวไส้นั้น การทำเริ่มจากนำรากผักชี  พริกไทยป่น และกระเทียม  โขลกรวมกันให้ละเอียด เสร็จแล้วนำไปใส่ในเนื้อหมูปนมันสับ   ปรุงรสชาติด้วยน้ำตาล  เกลือ  ซอสปรุงรส  น้ำมันหอย   น้ำมันงา   และต้นหอม-ผักชีสับ  คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี    หมักทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 1-2  ชั่วโมง  ก่อนจะนำออกไปห่อ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ต่อไปเป็นขั้นตอนการห่อ  ให้นำแป้งที่เตรียมไว้มาแผ่ลงบนมือ  ตักไส้มาวางบนแผ่นแป้งแล้วขึ้นรูปห่อ  ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จีบจนรอบ  วนขวา   แล้วล้มจีบไปทางเดียวกัน  รวบหัวขนมจีบให้ยาวแล้วหักลงมาเป็นหัวนกกระทุง (จะห่อรูปแบบอื่นก็ได้)  เรียงลงในซึ้ง โดยระหว่างรอห่อเสร็จก็ให้ตั้งซึ้งนึ่งให้น้ำเดือดรอไว้  กะน้ำให้พอดี  เมื่อน้ำเดือดแล้วจึงนำขนมจีบลงนึ่งโดยใช้เวลา 15-20 นาที  ตัวขนมจีบที่ได้จะแววใสน่ารับประทาน  ระหว่างการนึ่งต้องคอยตรวจดูอย่าให้น้ำแห้ง  เพราะหากน้ำแห้งแล้วขนมจีบจะแข็งกระด้าง ในการขายก็ต้องมีซอสเปรี้ยว  “จิ๊กโฉ่” และทานคู่กับผักกาดหอมและพริกขี้หนูสดสีเขียวแก้เลี่ยน  ซึ่งซอสเปรี้ยวเจ้านี้จะทำเองโดยใช้ซีอิ๊วดำหวาน น้ำตาลทราย เกลือ  น้ำส้มสายชูกลั่น ผสมกันแล้วต้มให้เดือด ชิมรสตามชอบ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ปกติขนมจีบแป้งสดนี้จะอยู่ได้นานประมาณ   2  วัน ทั้งนี้เพราะเป็นแป้งสด  จะทำวันต่อวัน  จึงสามารถอยู่ได้นานกว่าขนมจีบทั่วไป   แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็นจะอยู่ได้  3-4 วัน  และเก็บในช่องแช่แข็งได้ประมาณ   1 สัปดาห์  นอกจากนี้ เมย์ยังมีซาลาเปาขายควบคู่ไปด้วย ซึ่งซาลาเปาจะมี 2  ไส้คือ ไส้หมูสับและไส้ถั่วดำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนขนมจีบ ราคาขายชุดเล็ก 12 ลูก 30 บาท และชุดใหญ่ 20 ลูก 50 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เรื่องจุดขาย เมย์บอกว่า ไม่ต้องอะไรมาก แค่ปั้นโชว์กันสด ๆ  แล้วนึ่งกันเห็น ๆ หน้าร้านเท่านั้น  ซึ่งวันจันทร์, พุธ, พฤหัสฯ  จะขายที่ตลาดนัดตอนเย็นหน้าองค์การโทรศัพท์ จ.พระนครศรีอยุธยา วันอังคาร,  วันศุกร์ ตลาดนัดเย็นที่ศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต  และวันศุกร์เช้ายังขายที่กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ใครสนใจ “ขนมจีบแป้งสด” เจ้านี้ ต้องการติดต่อคุณเมย์ ติดต่อได้โดยตรงที่  โทร. 08-5223-9988 ซึ่งการใช้ขนมจีบแป้งสดเป็น “ช่องทางทำกิน” นี้  ก็เป็นอีกกรณีศึกษาการทำอาชีพค้าขายอาหารที่มีจุดต่าง  ที่ดึงลูกค้าได้เป็นอย่างดี.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=516&amp;amp;contentId=156962&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-39814135542329294?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/39814135542329294/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=39814135542329294' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/39814135542329294'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/39814135542329294'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_13.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ขนมจีบแป้งสด&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8376211543907775555</id><published>2011-08-12T18:44:00.000-07:00</published><updated>2011-08-12T18:45:01.185-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'นาฬิกาแฮนด์เมด'</title><content type='html'>การนำความรู้ด้านศิลปะมาสร้างสรรค์ทำเป็นชิ้นงาน ทำให้สินค้าทั่ว ๆ  ไปดูมีคุณค่ามากขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม  สร้างจุดเด่นให้สินค้าดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี อย่างการทำ  ’นาฬิกาแฮนด์เมด“ ที่นำรูปรถเก่าคลาสสิก รูปต่าง ๆ มาสร้างชิ้นงาน  นี่ก็ทำให้งานดูเด่น มีจุดขาย เป็นอีกกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“  ที่น่าพิจารณา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กอล์ฟ-จักรกฤษณ์ อิสรา ซึ่งทำชิ้นงานดังกล่าวนี้  เล่าว่า ตนนั้นเรียนมาทางด้านประติมากรรม  หลังเรียนจบก็ทำงานด้านที่เรียนมาโดยตรงก็คือรับปั้นขึ้นรูป  ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำอยู่ แต่รับเป็นฟรีแลนซ์  และก็ทำงานแฮนด์เมดขายด้วยโดยทำมาได้ราว 2 ปีแล้ว  ซึ่งช่วงแรกนั้นทำเป็นพวกกล่องใส่จดหมายที่เป็นรูปรถเก่าคลาสสิก  ก่อนที่จะมาทำ นาฬิกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่หันมาทำงานแฮนด์เมด  เริ่มมาจากการที่ได้มาขายของอยู่กับเพื่อน  โดยเริ่มทำเป็นกล่องใส่จดหมายรูปรถเก่า เป็น งานไม้  เพราะเนื่องจากเป็นคนที่ชอบพวกรถเก่าคลาสสิกอยู่แล้ว  และจากการที่เรียนมาทางด้านประติมากรรม ทำให้มองเห็นรูปทรงได้ง่าย  จึงคิดว่าถ้านำ รูปรถเก่าคลาสสิก มาประยุกต์ทำเป็นกล่องใส่จดหมาย  น่าจะทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากได้ไอเดียก็เริ่มทดลองออกแบบ แรก ๆ  ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการลงสี เพราะไม่ถนัด  เนื่องจากเรียนมาทางด้านปั้นมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินฝึกฝน  ก็ทดลองทำบ่อย ๆ ฝึกฝีมือเยอะ ๆ จนเริ่มชำนาญและทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ  และการที่เลือกใช้ไม้ทำก็เพราะว่าเป็นงานที่ทำง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก  ทุนต่ำกว่าทำงานปั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่ทำกล่องจดหมายขายอยู่ประมาณ 1 ปี  ก็เริ่มทำงานนาฬิกา ซึ่งทำรูปแบบได้หลากหลาย โดยใช้ภาพรถเก่าคลาสสิก  และก็จะมีรูปแบบอื่น ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น รูปอาหารต่าง ๆ รูปสัตว์  รูปผลไม้ และอีกหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ส่วนใหญ่งานที่ทำออกมาจะเป็นงานชิ้นเดียว อันเดียว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานนี้ หลัก ๆ ก็มี... ไม้เอ็มดีเอฟ  หนาประมาณ 10 มิลลิเมตร, เลื่อยฉลุไฟฟ้า, สีอะคริลิก, เครื่องนาฬิกา,  สว่าน, กระดาษทราย, พู่กัน, ดินสอ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ไม้เอ็มดีเอฟก็จะเป็นลักษณะไม้อัด  กอล์ฟบอกว่าที่เลือกใช้ก็เพราะเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติที่เบา  นำมาทำเป็นชิ้นงานง่าย ที่สำคัญมีราคาที่ไม่สูง  แต่ถ้าทำเป็นกล่องใส่จดหมายจะใช้เป็นไม้ประเภทอื่นที่เหมาะสมกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ…เริ่มจากการเลือกแบบที่ต้องการจะทำเป็นอันดับแรก  จากนั้นก็ตัดไม้เอ็มดีเอฟให้ได้ขนาดประมาณที่จะทำตามแบบที่เลือกไว้  แล้วก็ใช้ดินสอทำการวาดแบบที่ต้องการลงบนแผ่นไม้ที่เตรียมไว้ได้เลย  หลังจากที่วาดแบบลงบนไม้เรียบร้อยก็นำไปตัดตามแบบที่วาดไว้ด้วยเลื่อยฉลุ ไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากตัดเสร็จแล้วก็จะได้รูปทรงตามที่ต้องการ  จากนั้นก็ใช้สว่านเจาะรูสำหรับใส่เครื่องนาฬิกา ตรงตำแหน่งที่กำหนดไว้  เสร็จแล้วก็ใช้กระดาษทรายทำการขัดตามขอบเพื่อลบคมของแบบให้เรียบร้อย  ขัดเสร็จก็ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดเอาผงฝุ่นออกให้หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการลงสี เริ่มจากการลงสีพื้นก่อนเป็นอันดับแรก  โดยสีพื้นจะใช้สีขาวใช้เป็นสีน้ำพลาสติก  (ที่ต้องลงสีพื้นก่อนก็เพราะว่าไม้จะดูดสี  ถ้าไม่ลงสีพื้นก่อนเวลาลงสีจริงจะทำให้ต้องใช้สีเยอะ ทำให้เปลืองสี)  เมื่อลงสีพื้นเรียบร้อยก็รอจนสีแห้งสนิท  จากนั้นก็เริ่มลงสีตามแบบที่จะทำโดยใช้เป็นสีอะคริลิก  การลงสีนั้นก็ต้องใช้ความชำนาญมากหน่อย เพราะต้องให้งานออกมาสวยงามที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เมื่อลงสีเสร็จเรียบ ร้อยก็รอให้สีแห้ง  จากนั้นจะลงแล็กเกอร์หรือไม่ลงก็ได้  สุดแท้แต่จุดสำคัญคือนำเครื่องนาฬิกามาประกอบเข้าไป ติดเข็มให้เรียบร้อย  ซึ่งเข็มนาฬิกานั้นถ้าจะให้สวยและเข้ากับแบบที่ออกแบบไว้ก็ให้หาวัสดุอื่น ๆ  มาทำขึ้นเอง เพื่อให้ได้ความสวยงามที่เข้ากัน  สุดท้ายก็ติดตัวแขวนสำหรับแขวนนาฬิกาที่ทำขึ้น ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นาฬิกาแฮนด์เมดของกอล์ฟมีหลายแบบ ทั้งรูปรถเก่าคลาสสิก อาหาร ขนม ฯลฯ  โดยมีราคาขายตั้งแต่ 199-350 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ขนาด  ความยากง่ายของชิ้นงาน และกอล์ฟก็ยังคงทำกล่องใส่จดหมายรูปรถคลาสสิกขายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; กอล์ฟทำ “นาฬิกาแฮนด์เมด” ขายอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร 2 มีน บุรี ที่ร้าน  “ล้านนาฬิกา” อยู่โครงการ 2 ล็อก 136 เปิดเสาร์-อาทิตย์ 10.00-16.00 น.  โทร. 08-7096-1256 และก็ยังรับสั่งทำตามออร์เดอร์ด้วย  ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่าง ’ช่องทางทำกิน“ จากงานกลุ่ม ’แฮนด์เมด“.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=498&amp;amp;contentId=156794&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8376211543907775555?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8376211543907775555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8376211543907775555' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8376211543907775555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8376211543907775555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_12.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;นาฬิกาแฮนด์เมด&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-4733950105912871933</id><published>2011-08-06T17:12:00.000-07:00</published><updated>2011-08-06T17:14:32.241-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ ‘เกสรลำเจียก’</title><content type='html'>&lt;p&gt;เกสรลำเจียก ขนมไทยแท้ ๆ อีกอย่างที่ปัจจุบันหาทานยาก ไม่ค่อยเห็นตามท้องตลาดทั่วไป  คือ “ขนมเกสรลำเจียก” ซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบ ๆ หลากสี ประกอบไปด้วยมะพร้าว  น้ำตาล แป้ง ซึ่งขนมไทย ๆ ที่ปัจจุบันหาทานได้ไม่ง่าย  มีแหล่งที่ทำขายไม่กี่แหล่งนั้น ในยุคนี้บางทีอาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน”  ที่ดี สำหรับคนที่พอจะมีฝีมือทางด้านการทำขนม...&lt;/p&gt; &lt;p&gt;.....................................                 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผศ.อภิญญา มานะโรจน์ อาจารย์สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ  คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  ได้ให้ข้อมูลในงานนิทรรศการ “๗๔ ปีโชติเวชสร้างสรรค์ไทย  คหกรรมศาสตร์ก้าวไกลสู่สากล” เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า  “ขนมเกสรลำเจียก” เป็นขนมไทยอีกประเภทหนึ่ง  ซึ่งตนได้เรียนรู้มาจากคุณยายของเพื่อนที่เป็นคนอ่างทอง  และคนอ่างทองก็จะบอกเสมอว่า ขนมนี้เกิดในอ่างทอง  เท็จจริงประการใดไม่ทราบแน่ชัด แต่เท่าที่ตัวเองได้เรียนรู้มา  และมีโอกาสได้เห็น คือ ขนมชนิดนี้จะเห็นในอ่างทอง  แต่ในท้องตลาดทั่วไปจะไม่เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ไม่ค่อยมีทั่วไป  สาเหตุอาจเพราะเป็นขนมที่ทำยาก และถ้าเก็บไม่ดีก็จะเจอปัญหาคือขนมมันแข็ง  ดังนั้นจึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ค่อยมีคนทำขาย แต่ถ้ามีคนทำขาย  ก็มีคนซื้อ เพราะไม่หวานเกินไป และไม่กรอบเกินไป       &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขนมเกสรลำเจียก ได้แก่ กระทะทองเหลือง ไม้พาย ช้อน  เตาไฟ ถ่าน แต่ในการทำเกสรลำเจียกประเภทร่อน ก็จะมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นอีก 2  ชิ้น คือ กระทะเหล็ก และแร่งร่อนแป้ง&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt; สำหรับสูตรขนมเกสรลำเจียกที่จะดูกันวันนี้ สูตรแรกเป็นสูตรของ  อาจารย์วไลภรณ์ สุทธา อาจารย์สาขาเดียวกัน โดย ผศ.อภิญญาเป็นผู้เล่าแทน  ซึ่งที่ต้องใช้ก็มี มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม, น้ำตาลทราย 250 กรัม, น้ำเปล่า  พ ถ้วย    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนของมะพร้าวที่ใช้ในการทำขนม  จะใช้มะพร้าวทึนทึกที่ไม่แก่มาก ซึ่งจะมีความนุ่ม  การทำก็นำน้ำตาลทรายมาบีบขยำกับมะพร้าวให้เข้ากัน  เพื่อต้องการให้มะพร้าวมีความนุ่มนวล  เมื่อน้ำตาลละลายแล้วจะทำให้สองส่วนนี้เข้ากัน  ถ้าไม่บีบมะพร้าวให้มะพร้าวนุ่มพร้อมน้ำตาล ปัญหาที่ตามมาคือ  เวลาทานจะรู้สึกว่ามะพร้าวแข็งกระด้าง        &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จากนั้นก็เอาผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ  ผสมกับน้ำ พ ถ้วย นำไปใส่กระทะทองตั้งไฟ  โดยวิธีการคือ เอาผงวุ้นโรยลงไปในน้ำ ทิ้งไว้สักครู่ให้ผงวุ้นจับน้ำ   รอให้ผงวุ้นอิ่มตัวเลยน้ำขึ้นมานิดหน่อย  จึงค่อยเอาไปตั้งไฟอ่อน ๆ   และคนให้วุ้นละลาย   พอวุ้นละลายแล้วให้ใส่ส่วนของมะพร้าวที่คลุกน้ำตาลเตรียมไว้  คนให้เข้ากันจนรู้สึกว่าสามารถปั้นเป็นก้อนได้ คือไม่แห้งและไม่แฉะเกินไป  แล้วเติมสีผสมอาหารตามใจชอบ แต่ลักษณะของขนมไทยต้องเป็นสีอ่อน ๆ หวาน ๆ  ไม่เข้มเกินไป ให้สีดูน่าทาน แล้วจะทำให้มีความรู้สึกหวานหอม ถ้าสีสวย  กลิ่นดี รสชาติหวานหน่อย ๆ  ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกหอมหวาน      ส่วนเวลาปั้นขนม จะใช้ช้อน 2 คัน  โดยคันหนึ่งตักเนื้อขนมพอประมาณ  แล้วจากนั้นจะใช้มุมช้อน 2 คัน  โดยเอาส่วนด้านข้างของช้อนมาตักไปตักมาจนเกิดเป็นเหลี่ยม  ส่วนขนาดขนมที่ตักขึ้นมาก็แล้วแต่ว่าเราจะต้องการขนาดใด แล้วก็กรองออก  การตักไปตักมาด้วยปลายช้อนเราเรียกว่ากรอง ทำจนได้ขนมที่มีลักษณะรี ๆ  คล้ายลูกรักบี้ เกิดสันมุม 3 สัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็นสูตร  “&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ขนมเกสรลำเจียกแบบร่อนแป้ง&lt;/span&gt;” ซึ่ง ผศ.อภิญญาเป็นผู้ให้สูตร ส่วนผสมตัวแป้ง  มีแป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย, หัวกะทิ ผ ถ้วย และเกลือไทยป่น ผ ถ้วย  ส่วนไส้ขนมมีมะพร้าวทึนทึกขูดด้วยกระต่ายจีน 1 ถ้วย, น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย,  แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีทำ  ผสมน้ำตาล  มะพร้าว  บีบนวดให้มะพร้าวนุ่ม ใส่ลงกระทะทองกวนจนแห้ง   จากนั้นให้ละลายแป้งข้าวเหนียวและน้ำเปล่าเทลงในส่วนผสมไส้  กวนต่อไปจนไส้จับตัวกัน ยกลงพักไว้ให้เย็น   เมื่อเย็นแล้วปั้นส่วนไส้ขนมเป็นก้อนยาวประมาณ 3 นิ้ว  อบด้วยควันเทียนดอกมะลิให้หอม                            &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ส่วนตัวแป้ง นวดแป้งข้าวเหนียวด้วยหัวกะทิให้นุ่ม   แล้วนำแป้งที่ผสมแล้วใส่แร่งร่อนแป้ง ร่อนในกระทะก้นแบน โดยใช้ไฟอ่อน ๆ   ใส่ไส้บนแผ่นแป้ง  และใช้เหล็กแซะขนมพับแป้งให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม  หรือกลมก็ได้ ตามใจชอบ ส่วนผงแป้งที่เหลือก็สามารถนำไปทำ ขนมขี้มอด ได้&lt;/p&gt; &lt;p&gt;“&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ขนม เกสรลำเจียก&lt;/span&gt;” นี้ จะขายอยู่ที่ราคา 25-30 บาท ต่อ 6-8 ชิ้น  เมื่อก่อนต้นทุนไม่มาก แต่ปัจจุบันมะพร้าวแพง ต้นทุนจึงสูงขึ้น  ซึ่งจากราคาขาย 25-30 บาท จะมีต้นทุนประมาณ 15-20 บาท แล้ววัตถุดิบ    &lt;/p&gt; &lt;p&gt;.............................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สนใจเรื่อง “ขนมเกสรลำเจียก” ต้องการติดต่อ ผศ.อภิญญา มานะโรจน์  ติดต่อไปได้ที่คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร  โทร.0-2281-2854 ต่อ 5201-3 ในวันและเวลาราชการ &lt;br /&gt;                               &lt;br /&gt;----------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;คู่มือลงทุน...ขนมเกสรลำเจียก&lt;/b&gt; &lt;/p&gt; ทุนอุปกรณ์       5,000 บาทขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนวัตถุดิบ    15-20 บาท ต่อ 6-8 ชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายได้     25-30 บาท ต่อ 6-8 ชิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงงาน    1 คนขึ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลาด    ย่านอาหาร, ร้านขนมไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดน่าสนใจ     ปัจจุบันมีคนทำขายไม่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=155546&lt;br /&gt;เกสรลำเจียก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-4733950105912871933?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/4733950105912871933/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=4733950105912871933' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4733950105912871933'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4733950105912871933'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post_06.html' title='แนะนำอาชีพ ‘เกสรลำเจียก’'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-426227806469025345</id><published>2011-08-05T17:25:00.000-07:00</published><updated>2011-08-05T17:28:14.361-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก'</title><content type='html'>แนะนำอาชีพ 'พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก'&lt;br /&gt;จากกรณีที่คอลัมน์ “ช่องทางทำกิน”  ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสังคมไทย  ส่งเสริมการประกอบอาชีพของคนไทย โดยมิได้มีการคิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  ได้นำเสนออาชีพ “พวงมาลัยโครเชต์” ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้  ภายหลังจึงทราบว่าชิ้นงานลักษณะนี้ ’มีลิขสิทธิ์“ โดยเจ้าของลิขสิทธิ์คือ  “คุณสุภารัตน์ ซื่อตรง” ซึ่งทางทีมงานคอลัมน์ฯก็ต้องขออภัยมา ณ  ที่นี้อีกครั้งที่นำเสนอเรื่องนี้ไปโดยมิได้เป็นการสัมภาษณ์คุณสุภารัตน์  เนื่องจากไม่ทราบข้อเท็จจริง ทั้งนี้  โดยจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชนเมื่อทราบข้อเท็จจริงทางทีมงานฯได้รีบติดต่อ คุณสุภารัตน์เพื่อขออภัย และขอข้อมูลเพื่อนำเสนอสู่สาธารณะโดยเร็วที่สุด  ซึ่งทาง คุณสุภารัตน์ ซื่อตรง ก็ได้กรุณาให้ข้อมูลกับทางทีมงานฯมานำเสนอ  ดังต่อไปนี้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณสุภารัตน์ ซื่อตรง เปิดเผยกับทีม  “ช่องทางทำกิน” ว่า  เริ่มสร้างสรรค์ชิ้นงานในลักษณะของมาลัยโครเชต์มาตั้งแต่ปี 2545  โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ได้ติดตามข่าวพระราชสำนัก  และรู้สึกชื่นชมกับรูปแบบพวงมาลัยที่ประชาชนทูลเกล้าฯถวาย  ซึ่งในความรู้สึกของตนคิดว่าสวยมาก  และเกิดความคิดว่าน่าจะสามารถนำงานถักโครเชต์มาสร้างสรรค์เป็นพวงมาลัยได้ เหมือนกับการทำงานพวงมาลัยดอกไม้สด  โดยงานมาลัยโครเชต์นั้นมีข้อดีคือสามารถเก็บไว้ได้นาน  โดยไม่เหี่ยวเฉาเหมือนพวงมาลัยดอกไม้สด  ซึ่งหลังจากคิดประดิษฐ์ชิ้นงานในรูปแบบเฉพาะของตนขึ้นมา  ก็ได้ทำการยื่นขอจดลิขสิทธิ์โดยใช้ชื่อว่า แนะนำอาชีพ '&lt;span style="font-style: italic;"&gt;พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก'&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ในเดือน พ.ค. 2549 ตนได้มีโอกาสนำมาลัยถักโครเชต์ที่ประดิษฐ์ขึ้น  ทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ซึ่งทรงรับสั่งว่าอยากให้อนุรักษ์งานนี้ไว้ หลังจากนั้นในเดือน  ก.ค.ปีเดียวกัน มีการประกวดโอทอป  ตนจึงได้นำมาลัยถักโครเชต์ส่งเข้าประกวดโอทอประดับประเทศ  ซึ่งได้รับรางวัลโอทอป 3 ดาว และได้รับรางวัลอื่น ๆ อีกหลายรางวัล อาทิ  รางวัลแทนคุณแผ่นดิน รางวัลอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย รางวัลภูมิปัญญาท้องถิ่น  เป็นต้น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“สำหรับลายที่ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายนั้น  เราจะไม่มีการผลิตทั่วไป แม้จะมีคนสนใจอยากจะให้เราผลิต แต่เราก็ไม่ทำ  เพราะถือว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของเรา  และครั้งหนึ่งได้เคยมีความคิดที่จะทูลเกล้าฯถวายลิขสิทธิ์แด่พระองค์ท่าน  แต่พระองค์ท่านทรงเห็นว่าเราทำเป็นอาชีพ ทรงมีหนังสือแจ้งกลับมาว่าไม่ขอรับ  แต่อยากให้เราอนุรักษ์และช่วยเผยแพร่ให้งานชิ้นนี้ยั่งยืนต่อไปนาน ๆ”  คุณสุภารัตน์ เจ้าของลิขสิทธิ์ แนะนำอาชีพ '&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก&lt;/span&gt;' กล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; พร้อมทั้งบอกอีกว่า... จุดเด่นของมาลัยถักโครเชต์สื่อรัก อยู่ที่ความคงทน  และยังทำให้มีกลิ่นหอมของมะลิได้  ซึ่งงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจะใช้สำลีเป็นองค์ประกอบในการยัดไว้ในตัวมาลัย เพื่อให้เป็นรูปทรงที่สวยงาม  จะไม่ใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์เพราะซักไม่กี่ครั้งก็จะเสียรูปทรง  โดยสำหรับกลิ่นมะลินั้น จะทำการฉีดไว้ที่สำลี  โดยฉีดก่อนจะที่นำสำลียัดในมาลัย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ทั้งนี้  ชิ้นงานที่ทางคุณสุภารัตน์สร้างสรรค์ขึ้นนั้น โดย ทั่วไปจะมีอยู่  3 ขนาด  คือ เล็ก กลาง ใหญ่ และก็จะมีทั้ง มาลัยแบบกลมธรรมดา, มาลัยแขวนหน้ารถ,  มาลัยถวายพระ, มาลัยสองชาย, มาลัยช่อดอกกุหลาบ ฯลฯ  ซึ่งรูปแบบนั้นก็กล่าวได้ว่ามาลัยดอกไม้สดมีรูปแบบใด  มาลัยถักโครเชต์ก็สามารถทำได้เช่นกัน  โดยมาลัยถักโครเชต์ที่คุณสุภารัตน์สร้างสรรค์ขึ้นนี้  ปัจจุบันราคาจำหน่ายมีตั้งแต่ชิ้นละ 120 บาท ถึง 3,000 บาท  หรือขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบชิ้นงาน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “งานตัวนี้จะไม่เหมือนงานโครเชต์ทั่วไป  เพราะสำหรับงานถักโครเชต์นั้นรูปแบบมักจะหมุนย้อนไปมา  แต่งานของเราจะมีการพลิกแพลงและคิดลายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งจะถักยากกว่า”  คุณสุภารัตน์กล่าวนอกจากผลิตชิ้นงานเพี่อจำหน่ายแล้ว คุณสุภารัตน์ ซื่อตรง  ยังเจียดเวลาเพื่อการสอน  เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการถักมาลัยโครเชต์ให้กับผู้ที่สนใจด้วย  โดยคุณสุภารัตน์นั้นอยู่ที่ จ.จันทบุรี  ผู้ที่สนใจไปขอเรียนรู้ก็จะสอนให้โดยไม่คิดค่าสอน มีเพียงค่าวัสดุอุปกรณ์  และหากผู้ที่สนใจอยู่ไกลก็จะให้มีการรวมกลุ่มกันประมาณ 15-20 คน  เมื่อมีเวลาคุณสุภารัตน์ก็จะไปสอนให้โดยไม่คิดค่าสอนเช่นกัน  มีเพียงค่าเดินทาง-ค่าที่พักตามความเหมาะสม และค่าวัสดุอุปกรณ์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; และหากผู้สนใจได้ฝึกหัดทำแล้วสนใจที่จะนำไปทำเป็นอาชีพ  ก็จะต้องมีการติดต่อเพื่อขออนุญาตจาก คุณสุภารัตน์ ซื่อตรง  โดยหากคุณสุภารัตน์พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสม  ก็จะออกใบคุ้มครองในการจำหน่ายสินค้าให้  โดยผู้ที่จะนำไปทำเป็นอาชีพเสียค่าใช้จ่ายเรื่องใบคุ้มครองฯดังกล่าวนี้ เพียง 1,200 บาทต่อปี“เราจะพิจารณาปีต่อปี  เนื่องจากบางคนช่วงแรกก็สนใจอยากทำเป็นอาชีพ  แต่ต่อมาเกิดเบื่อหรือไม่อยากทำแล้ว  เพราะงานนี้เป็นงานฝีมือที่ค่อนข้างยากและใช้เวลา  ซึ่งคนที่จะทำได้ดีต้องรัก และทุ่มเท” คุณสุภารัตน์กล่าว พร้อมทั้งบอกว่า  ที่มีการกำหนดเงื่อนไข มีเรื่องใบคุ้มครองนี้ อยากอธิบายว่า  ไม่เคยมีความคิดอยากจะฟ้องร้องใคร แต่ต้องดูแลและพยายามรักษางานนี้ไว้ให้ดี  เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอย่างดีที่สุด  ตามที่ได้เล่าไว้แต่ต้น “ความจริงเราก็เคยมีความคิดอยากจะเลิกทำหลายครั้ง  ยิ่งในช่วงที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม สินค้าเสียหายและเป็นหนี้ธนาคารมากมาย  แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุด  และโชคดีที่มีผู้ใหญ่ที่เคารพเข้ามาให้ความช่วยเหลือเพราะไม่อยากให้งานของ เราล้ม เราจึงมีกำลังใจสู้ต่อขึ้นมาได้” คุณสุภารัตน์ เจ้าของลิขสิทธิ์  ’มาลัยถักโครเชต์สื่อรัก“ กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบัน คุณสุภารัตน์  ซื่อตรง ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ “มีคุณค่า” นี้อยู่ที่จันทบุรี  อยู่เลขที่ 64 หมู่ 4 ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ.จันทบุรี 22000 โทร.   08-1004-4921, 08-6109-2827  และเรื่องราวของชิ้นงานของคุณสุภารัตน์นี้ยังมีการจัดทำเป็น  หนังสือมาลัยโครเชต์สื่อรัก ซึ่งผู้ที่สนใจในส่วนของหนังสือ  ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 08-7008-5735.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=155325&lt;br /&gt;แนะนำอาชีพ 'พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก'&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-426227806469025345?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/426227806469025345/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=426227806469025345' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/426227806469025345'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/426227806469025345'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;พวงมาลัยโครเชต์สื่อรัก&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-5798194088014035407</id><published>2011-07-31T01:44:00.000-07:00</published><updated>2011-07-31T01:45:00.328-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'เส้นบะหมี่ไข่'</title><content type='html'>ปัจจุบันอาหารจานเส้นเข้ามามีบทบาทกลายเป็นอาหารจานหลักของคนไทยทั่วไป  มีคนหันมาทำอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวกันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งก็เปิดช่องว่างอาชีพผลิตวัตถุดิบองค์ประกอบในการขายก๋วยเตี๋ยวให้กว้าง ขึ้น และวันนี้ทางทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลการทำ “เส้นบะหมี่ไข่”  ขาย ซึ่งหาตลาดขายได้ไม่ยาก มาให้ลองพิจารณากัน...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุปรีชา   หงส์สวาสดิวัฒน์ หรือ “อากู๋ชา” เจ้าของสูตร “บะหมี่ไข่”  และเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวที่ จ.ราชบุรี เล่าให้ฟังว่า สู้ชีวิตมานาน  กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ผ่านอะไรมามากมาย และเปลี่ยนอาชีพมาหลากหลายอาชีพ  เริ่มตั้งแต่ช่วงเป็นวัยรุ่นก็รับจ้างปั้นโอ่ง  ทำอยู่นานหลายปีก็เบื่ออาชีพลูกจ้าง จึงขยับขึ้นมาขายโอ่งแทน  แต่อาชีพนี้ก็มีค่าใช้จ่ายมาก ทั้งค่าขนส่ง ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายจิปาถะ  จึงเปลี่ยนเป็นประกอบอาชีพค้าขายอย่างอื่น อาทิ ฟูก ที่นอน  แต่ก็ทำได้ไม่เวิร์ก เลยเปลี่ยนเป็นขายของกินตามตลาดนัด อย่าง ปลาทู   หอยแมลงภู่ กุ้ง เรียกว่าขายสารพัดอย่างที่มีกำไรเลี้ยงครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “แล้วต่อมาก็ขายผลไม้ ทำประมาณ 2 ปีก็ยังไม่ดีขึ้น ไม่เหลือเงินเก็บ  สุดท้ายพี่สาวก็เลยบอกให้ลองขายก๋วยเตี๋ยวดู ผมก็โอเคเลย   เพราะมีคนสอนวิธีทำให้ ขายก๋วยเตี๋ยวได้ระยะหนึ่งก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ  ประมาณ 3 ปีก็หันมาทำลูกชิ้นเอง เพราะแต่ละวันเราใช้ลูกชิ้นเยอะ  ก็ต้องเอาต้นทุนไปลงค่าลูกชิ้นวันหนึ่งเกือบ 2 ใน 3 ของรายได้  พอทำลูกชิ้นเอง  ก๋วยเตี๋ยวยิ่งขายดีกว่าเดิม  ต่อมาก็ทำบะหมี่และเกี๊ยวเองเพิ่มเติม  โดยเรียนจากผู้ที่เคยทำอาชีพนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งสูตรทุกอย่างที่ได้มา  จะนำมาปรับให้เป็นสูตรของตัวเอง” เจ้าของช่องทางทำกินรายนี้เล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากขายก๋วยเตี๋ยวแล้ว อากู๋ชายังทำลูกชิ้นหมูขายด้วย ในราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 120 บาท และขายส่งกิโลกรัมละ 100 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; สำหรับการทำ “เส้นบะหมี่ไข่” นั้น อุปกรณ์ในการทำหลัก ๆ ก็มี เครื่องนวด,  เครื่องกระแทกอัดแน่น, เครื่องรีด นอกนั้นก็จะเป็นอุปกรณ์ครัวเบ็ดเตล็ดต่าง  ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผสม/วัตถุดิบการทำ “เส้นบะหมี่ไข่” หลัก ๆ ก็มี แป้งสาลี,  โซเดียมคาร์บอเนต, ไข่ไก่, เกลือป่น, น้ำสะอาด  และแป้งนวลที่ใช้สำหรับโรยบะหมี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ “เส้นบะหมี่ไข่”  เริ่มจากนำแป้งสาลีมาร่อน  3-4  ครั้งเพื่อให้แป้งเบา ตั้งพักไว้ในอ่างผสม  ทำเป็นบ่อตรงกลางแป้ง ละลายเกลือป่นและโซเดียมคาร์บอเนตในน้ำสะอาด  ตอกไข่ไก่ใส่ตามลงไป ตีให้เข้ากัน เสร็จแล้วเทลงไปผสมกับแป้งสาลี  ทำการนวดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี นำเข้าเครื่องกระแทกแป้งให้แน่น   เสร็จเอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาด ๆ คลุมปิดไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง  (ในขั้นตอนนี้หากไม่มีเครื่องนวดและเครื่องกระแทกแป้ง ก็ใช้มือนวดไปเรื่อย ๆ  ขณะนวดก็ทุ่มน้ำหนักมือไปที่แป้ง นวดจนแป้งเหนียวนุ่ม มีความยืดหยุ่น เด้ง  ๆ ดีแล้วก็พักไว้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเป็นขั้นตอนการรีดแป้งเป็นแผ่น  โดยโรยแป้งนวลลงบนกระบะที่จะรีดแผ่นแป้งเตรียมไว้  จากนั้นนำส่วนผสมแป้งที่ได้มาเข้าเครื่องรีด ทำการรีดทับให้เป็นแผ่นยาว  ไล่จากหนาไปหาบางตามความต้องการ เสร็จแล้วนำแป้งนวลมาโรยเส้นบะหมี่ที่ได้  แล้วจับให้เป็นก้อนด้วยมือ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย  สำหรับจุดเด่นของเส้นบะหมี่ไข่เจ้านี้นั้น อากู๋ชาบอกว่า อยู่ที่ความเหนียว  นุ่ม ยืดหยุ่น และก้อนใหญ่ โดยแต่ละก้อนน้ำหนักอยู่ที่ 100 กรัม  หรือเท่ากับ 2 ก้อนของบะหมี่ที่วางขายตามตลาดทั่ว ๆ ไป การเก็บรักษา  ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน  หากเก็บไว้นานไปเมื่อนำไปใช้เส้นจะเละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจ “เส้นบะหมี่ไข่”  และลูกชิ้น ของอากู๋ชา ก็ต้องไปที่ร้าน ปรีชาลูกชิ้นหมู ปรีชาบะหมี่เกี๊ยว  เลขที่  73/2 หมู่ 10 ต.เจดีย์หัก อ.เมือง จ.ราชบุรี อยู่บริเวณสามแยกเขางู  ซึ่งร้านนี้ทำเงินจากการรับจัดงานนอกสถานที่ได้ด้วย   โดยคนที่สนใจเรียนรู้การทำบะหมี่ แผ่นเกี๊ยว ลูกชิ้น เพื่อเป็น  “ช่องทางทำกิน” ลองติดต่อสอบถามไปที่  โทร. 08-1197-5780  และ  08-1668-3998.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=154088&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-5798194088014035407?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/5798194088014035407/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=5798194088014035407' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5798194088014035407'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5798194088014035407'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_31.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;เส้นบะหมี่ไข่&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-762347555915976970</id><published>2011-07-29T18:33:00.000-07:00</published><updated>2011-07-29T18:34:31.968-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'พวงมาลัยโครเชต์'</title><content type='html'>ช่วงเทศกาล “วันแม่” ที่ปีนี้ก็ใกล้จะมาถึง  ของขวัญของที่ระลึกยอดนิยมหนีไม่พ้น “พวงมาลัย”สารพัดชนิด ซึ่งทีมคอลัมน์  ’ช่องทางทำกิน“เองก็เคยนำเสนอไปหลากหลายรูปแบบ  ทั้งพวงมาลัยดอกมะลิ-ดอกไม้สด พวงมาลัยประดิษฐ์จากดินปั้น  แม้กระทั่งพวงมาลัยจากสบู่ แต่ในตลาดก็มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกมาเรื่อย ๆ  และที่จะนำเสนอวันนี้นี่ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจ กับงานประดิษฐ์  ’พวงมาลัยโครเชต์“…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วชิรา ศรีสวัสดิ์อำไพ” เจ้าของผลงาน เล่าว่า  ประกอบธุรกิจส่วนตัว แต่ด้วยความเป็นคนชอบงานประดิษฐ์  โดยเฉพาะงานถักโครเชต์  จึงมักอาศัยเวลาว่างหยิบจับหัดทำเพื่อมอบให้คนรู้จักเป็นประจำ สำหรับ  “พวงมาลัยโครเชต์”นี้ได้ไอเดียเมื่อปีที่แล้วที่ต้องการของขวัญ  เพื่อมอบให้มารดาของตนเอง ซึ่งพวงมาลัยดอกมะลิและดอกไม้สดที่สวย ๆ  ก็มักจะมีราคาแพงและไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน  จึงมาคิดว่าตนเองก็มีความรู้เกี่ยวกับการถักโครเชต์อยู่  น่าจะสามารถดัดแปลงและทำเป็นงานเลียนแบบพวงมาลัยดอกไม้สดได้  จึงหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหารูปแบบและลวดลายที่จะนำมาใช้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังจากทำเสร็จก็ยังไม่คิดที่จะขาย  แต่ปรากฏว่ามีคนรู้จักได้เห็นและชอบในรูปแบบพวงมาลัยโครเชต์  จึงได้รับการติดต่อให้ทำเพื่อที่จะนำไปมอบเป็นของขวัญของที่ระลึก  ตนจึงคิดประดิษฐ์พวงมาลัยออกมาหลายรูปแบบ  และเพิ่มจุดเด่นของสินค้าด้วยการเพิ่ม  “กลิ่นดอกมะลิ”เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของวันแม่  จากนั้นจึงต่อยอดและลงประกาศขายโดยอาศัยช่องทางในเฟซบุ๊ก  www.facebook.com/ThaiGarland  โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะต้องสั่งจองล่วงหน้าเพราะเป็นงานฝีมือและค่อนข้างต้อง ใช้เวลาในการทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับจุดเด่นของพวงมาลัยโครเชต์นั้น  เจ้าของผลงานกล่าวว่า นอกจากกลิ่นดอกมะลิแล้ว  อีกจุดเด่นก็คือสามารถเก็บรักษาและใช้งานได้นานกว่าพวงมาลัยดอกไม้สด  ดังนั้น นอกจากลูกค้าจะใช้มอบเป็นของขวัญที่ระลึกในเทศกาลวันแม่แล้ว  ลูกค้าบางส่วนก็นิยมนำไปเป็นพวงมาลัยสำหรับบูชาพระอีกด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้ไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท  ส่วนทุนวัสดุอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาขาย  โดยรายได้-ราคาขายสำหรับพวงมาลัยโครเชต์ทุกพวงอยู่ที่ 600 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ มีอาทิ เข็มถักโครเชต์, ไหมพรม (สีแดง สีขาว สีชมพู  สีเขียว สีเหลือง) สำหรับถัก, กลิ่นดอกมะลิสังเคราะห์ (หัวน้ำหอม)  และเส้นใยโพลีเอสเตอร์  โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์ถักโครเชต์ทั่วไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ จะแบ่งเป็นการถัก 2 ส่วน คือ การถักพวงมาลัย และการ  ถักดอกประกอบ หรือที่เรียกว่าทำอุบะ  เพื่อจะได้นำทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันจนเป็นพวงมาลัย 1 พวง  สำหรับการถักพวงมาลัยนั้น จะใช้วิธีการถักลายที่เรียกว่า  “ลายเมล็ดข้าวโพด”โดยเริ่มต้นด้วยการถักโซ่ ซึ่งวิธีการคิดนั้น  โดยทั่วไปจะใช้สูตรการคำนวณคือ จำนวนโซ่เริ่มต้น ลบด้วยจำนวนเม็ดข้าวโพด  แล้วก็คูณ 2 โดยผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นจำนวนโซ่ที่จะเริ่มถัก  เมื่อถักได้จำนวนโซ่ที่ต้องการแล้ว จากนั้นก็ให้ทำการร้อยให้เป็นวงกลม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;และสำหรับการถักอุบะก็ใช้วิธีการถักเมล็ดข้าวโพดเหมือนกัน รวมถึงการถักดอกกุหลาบก็ใช้การถักลายเมล็ดข้าวโพดเช่นกัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อถักตัวพวงมาลัยเสร็จแล้ว  จากนั้นก็ให้ยัดข้างในพวงมาลัยด้วยเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ผสมกลิ่นดอกมะลิ เตรียมไว้ ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการยัดเส้นใยโพลีเอสเตอร์ด้วยนั้น  ก็เพื่อให้พวงมาลัยมีน้ำหนักและเพิ่มความนุ่ม  อีกทั้งยังเป็นการเสริมโครงและรูปทรงของพวงมาลัย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เทคนิคสำคัญที่เจ้าของผล งานนี้แนะนำก็คือ การยัดเส้นใยโพลีเอสเตอร์  อย่ายัดให้แน่นจนเกินไป ให้ยัดแค่พอดี ๆ  จากนั้นจึงค่อยทำการดัดพวงมาลัยให้เป็นรูปโค้ง พวงมาลัย  จะเกิดเป็นรูปทรงกลมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหากไม่ทำ การยัดเส้นใยโพลีเอสเตอร์  พวงมาลัยก็จะดูแบน และไม่โค้งเป็นรูปวงกลม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ยัดเส้นใยโพลีเอสเตอร์แล้ว ก็นำส่วนประกอบที่เตรียมไว้มาร้อยเชื่อมเข้าด้วยกัน เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “คำแนะนำสำหรับการเลือกไหมพรมนั้น  แนะนำให้เลือกไหมพรมที่มีเส้นค่อนข้างนิ่ม  และอย่าใช้ไหมพรมสำหรับการถักตุ๊กตาเพราะเส้นไหมพรมจะแข็งและกระด้าง  ทำให้ช่องว่างระหว่างเม็ดห่าง ทำให้ไม่สวย” เจ้าของผลงานแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ใครสนใจ ’พวงมาลัยโครเชต์“ นอกจากมีช่องทางดูผลงานทางเฟซ  บุ๊กดังที่ว่ามาข้างต้นแล้ว ยังสามารถติดต่อวชิรา-เจ้าของผลงานได้ที่  โทร.08-9128-2525 หรือที่อีเมล wachiras@hotmail.com ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง  ’ช่องทางทำกิน“ ที่น่าสนใจ ที่เหมาะสำหรับคนที่สนใจงานประเภทโครเชต์  เป็นอีกหนึ่งไอเดียทำเงิน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันแม่.&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=153886&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-762347555915976970?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/762347555915976970/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=762347555915976970' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/762347555915976970'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/762347555915976970'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_29.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;พวงมาลัยโครเชต์&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-5586448611715793843</id><published>2011-07-22T18:06:00.000-07:00</published><updated>2011-07-22T18:07:22.207-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'คุกกี้ต้มยำกุ้ง'</title><content type='html'>คุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร“  เป็นการนำขนมทานเล่นที่ทุกคนรู้จัก  กับอาหารคาวที่ขึ้นชื่อของไทยอย่างต้มยำกุ้ง  มาทำการผสมผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว  กลายเป็นขนมคุกกี้รสชาติใหม่ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า วันนี้ทีมงาน  ’ช่องทางทำกิน“  มีเรื่องราวการพลิกแพลงคิดทำเมนูใหม่เมนูนี้มานำเสนอให้ลองพิจารณาเป็นกรณี ศึกษา...&lt;br /&gt;                             &lt;br /&gt;นุ้ก-ภาวิณี ธนภัทรพงศ์  เจ้าของสูตร คุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร เล่าว่า เริ่มจากเป็นคนที่ชอบทานขนม  จากนั้นก็เริ่มหัดทำเองแรก ๆ ก็ทำแจกเพื่อน ๆ  จนเริ่มมีคนรู้จักและได้รับการตอบรับดี จึงเริ่มทำเพื่อจำหน่าย  โดยใช้ชื่อแบรนด์ “Bakery Story”ขายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์  เพราะว่าตอนเริ่มต้นนั้นยังทำงานประจำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอยู่ด้วย  ซึ่งหลังจากทำงานประจำอยู่ระยะหนึ่งก็อยากเปิดร้านอาหารเป็นธุรกิจของตัวเอง  จึงออกจากงานมาเปิดร้านอาหารด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; จากนั้นก็มีโอกาสได้เข้าร่วมอบรมการทำธุรกิจอาหารในโครงการ เชฟไทย  สู่ครัวโลก ได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนในการประกอบธุรกิจร้านอาหาร จากที่อบรม  สำหรับสูตรการทำ คุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร  ก็คิดขึ้นมาตอนที่ได้เข้าอบรมกับโครงการนี้ จากการที่ถนัดด้านการทำเบเกอรี่  ขนม และคิดว่าต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ชาวต่างชาติรู้จักดี  จึงทดลองนำมาผสมผสานรวมกัน ก็ใช้เวลาทดลองทำอยู่ 2 สัปดาห์  ปรับปรุงสูตร-รสชาติลงตัว และประกวดได้รางวัลรองชนะเลิศ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทำให้คุกกี้ตัวนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น  ตอนนี้นุ้กก็เปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองชื่อร้าน  “ตำเว้ย!!”เป็นร้านขายส้มตำที่มีคอนเซปต์เป็นส้มตำอินเตอร์  มีส้มตำหลากหลายแบบ แถมยังมีข้าวเหนียวสมุนไพร 7 สี  ไว้ให้ลูกค้าได้เลือกทาน และก็ขายเบเกอรี่ควบคู่ไปด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “สำหรับคุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร ตอนนี้เป็นพระเอกของที่ร้านไปแล้ว  ซึ่งคุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพรมีส่วนผสมของสมุนไพรไทยหลากหลายที่มีประโยชน์  เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะนาว เป็นต้น  และคุกกี้ก็จะมีรสชาติเดียวกับการรับประทานต้มยำกุ้ง” นุ้กกล่าว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัตถุดิบและสูตรการทำคุกกี้ต้มยำสมุนไพรนั้น มีดังนี้คือ...  ในส่วนของเครื่องต้มยำ ตามสูตรก็มี ข่า 10 แว่น, ตะไคร้ 18 ก้าน, ใบมะกรูด  25 ใบ, ผักชีฝรั่ง 100 กรัม, หอมแดง 5 หัว, พริกขี้หนูสด 12 เม็ด, มะนาว 4  ลูก, กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือเล็กน้อย ส่วนกุ้งนั้นจะใช้เป็นกุ้งอบแห้ง   กิโลกรัม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;กุ้งอบแห้งก็คือการนำกุ้งสดไปทำการอบในเตาอบ  เพื่อให้น้ำในตัวกุ้งระเหยออกจนหมด ใช้ความร้อนประมาณ 150 องศาเซลเซียส  อบประมาณ  ชั่วโมง&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนผสมแป้งคุกกี้ ตามสูตรก็มี...  แป้งอเนกประสงค์ 480 กรัม, ผงฟู 2 ช้อนชา, เนยสด 300 กรัม, เนยขาว 50 กรัม,  น้ำตาลทราย 120 กรัม, น้ำตาลไอซิ่ง 60 กรัม, เกลือ 1 ช้อนชา&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;จากสูตรที่ว่ามาจะทำคุกกี้ได้ประมาณ 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วิธีการทำ... เริ่มจากการเตรียมแป้งคุกกี้ก่อน  โดยการนำแป้งอเนกประสงค์มาใส่ตะแกรงร่อนเอาเนื้อแป้งที่ละเอียด  สำหรับผงฟูและเกลือ ก็ให้ทำการร่อนด้วยเหมือนกัน จากนั้นก็นำทั้ง 3  อย่างมาผสมเข้าด้วยกัน ทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน พักเตรียมไว้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนต่อไปก็นำเนยสดชนิดจืดทั้งหมดใส่ลงไปในเครื่องตีไฟฟ้า  (เครื่องตีไข่แบบใช้ไฟฟ้า) ทำการเดินเครื่องตี ใช้ความแรงระดับต่ำ  ตีเนยสดไปเรื่อย ๆ จนเนยฟูเหมือนครีม  แล้วก็ใส่เนยขาวลงไปตีให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็ค่อย ๆ  ใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด (ต้องค่อย ๆ  ทยอยใส่เพื่อไม่ให้น้ำตาลจับกันเป็นก้อน) ตามด้วยน้ำตาลไอซิ่ง  ทำการตีไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ดูจนเนื้อเนียนฟู  ก็ให้ทำการใส่แป้งที่เตรียมไว้ลงไป ตีให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน  ใช้เวลาประมาณ 8-10 นาที จึงนำแป้งคุกกี้ที่เสร็จแล้วไปพักไว้ในตู้เย็น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt; จากนั้นก็มาเตรียมเครื่องต้มยำ เริ่มจากนำผักสมุนไพรทุกอย่าง พวก ข่า  ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง หอมแดง พริกขี้หนูสด ปั่นให้ละเอียดที่สุด  เพื่อที่เวลาใช้ทำคุกกี้แล้วคุกกี้จะไม่แข็ง  แล้วก็นำกุ้งอบแห้งมาทำการสับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อเตรียมเครื่องต้มยำเสร็จแล้ว นำแป้งคุกกี้ออกมาจากตู้เย็น  ใส่ส่วนผสมเครื่องต้มยำและกุ้งลงไปผสมในแป้งคุกกี้  และใส่น้ำมะนาวกับกะทิลงไป (ใส่กะทิเพื่อให้มีกลิ่นหอม)  จากนั้นใช้ไม้พายคนคลุกเคล้าให้เข้ากัน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังทำการผสมแป้งคุกกี้กับเครื่องต้มยำเข้ากันแล้ว  ก็ทำการหยดแป้งให้เป็นชิ้น ขนาดประมาณเหรียญ 10 บาท  ใช้ส้อมกดให้แป้งแบออกเพื่อให้แป้งบางลงด้วย  เพื่อที่เวลาอบแล้วคุกกี้จะสุกถึงเนื้อใน ทำการหยดจนเต็มถาด  อาจใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วย แล้วก็นำไปเข้าเตาอบ ใช้ไฟ 180 องศาเซลเซียส  อบประมาณ 15 นาที คุกกี้ก็จะสุกได้ที่ นำออกมาทำการแซะคุกกี้ออกจากถาดอบ  ไปวางเรียงไว้บนตะแกรง ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วก็ทำการบรรจุใส่บรรจุภัณฑ์  โดยบรรจุแค่ถุงละชิ้นเพื่อที่คุกกี้จะได้ไม่แตกหัก จากนั้นก็บรรจุใส่กล่อง ๆ  ละ  กิโลกรัม ก็จะได้ประมาณ 28-30 ชิ้น  โดยประมาณ“คุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร”1กล่อง  กิโลกรัม ราคาขาย 300 บาท&lt;br /&gt;                                 &lt;br /&gt; สำหรับผู้ที่สนใจ ’คุกกี้ต้มยำกุ้งสมุนไพร“ และเบเกอรี่แบรนด์ Bakery  Story อีกหลากหลายฝีมือที่ นุ้ก-ภาวิณีทำ คลิกเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่   www.bakerystoryonline.com หรือจะไปซื้อ-ไปชิมที่  “ร้านตำเว้ย!!”ร้านนี้อยู่ที่เลขที่ 189/188 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง  จ.สมุทรสาคร ร้านเปิดทุกวันช่วง 11.00-21.00 น. เบอร์โทรศัพท์คือ  08-6544-8785, 08-7406-3822 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกกรณีศึกษา ’ช่องทางทำกิน“  ที่น่าสนใจ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=152599&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-5586448611715793843?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/5586448611715793843/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=5586448611715793843' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5586448611715793843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/5586448611715793843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_22.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;คุกกี้ต้มยำกุ้ง&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3782227856060268434</id><published>2011-07-17T03:22:00.000-07:00</published><updated>2011-07-17T03:23:23.203-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ "ด้นผ้า"</title><content type='html'>ศิลปะการด้นผ้า จัดว่าเป็นศาสตร์ทางภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ  ซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันในการเย็บผ้าด้วยมือ โดยไม่ต้องใช้จักร  ไม่ว่าจะเป็นการเย็บผ้าสไบ ผ้าซิ่น ผ้าเช็ดหน้า หรือการปักเลื่อม  ปักดิ้นต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าชิ้นงานแต่ละชิ้นต้องใช้ความประณีต ละเอียดอ่อน  ผลงานจึงจะออกมาสวยงาม ถูกตาต้องใจต่อผู้พบเห็น&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ที่หมู่บ้านกระจัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยการนำของคุณภารดี  ศรีเหรา ประธานกลุ่มผ้าด้นมือบ้านกระจัน  ได้รวมกลุ่มชาวบ้านที่เป็นสุภาพสตรี ซึ่งมีอาชีพหลักคือเกษตรกร ทำนา ทำไร่  แต่อยากมีรายได้เสริมด้วยการรับงานด้นผ้ามาทำที่บ้าน  โดยนำภูมิปัญญาไทยผสมผสานกับศิลปะตะวันตก ทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ  ปลอกหมอน ผ้าห่ม กระเป๋าจนมีสีสันสดใสดูสวยงามทีเดียว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมานี้สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความต้องการกันสูง  เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์  ส่วนสนนราคาของสินค้านั้น  มีตั้งแต่ 450–20,000 บาทต่อชิ้น  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ&lt;br /&gt;อุปกรณ์สำคัญในการทำผ้าด้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เข็มเย็บผ้า&lt;br /&gt;2. เข็มหมุด&lt;br /&gt;3. กรรไกรขนาดเล็ก และกรรไกรขนาดใหญ่&lt;br /&gt;4. หมอนปักหมุด&lt;br /&gt;5. เข็มกลัด&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;6. ด้ายสีต่างๆ (ตามใจชอบ)&lt;br /&gt;7. ผ้าสีต่างๆ&lt;br /&gt;8. สะดึงขนาดต่างๆ&lt;br /&gt;9. ดินสอ 2 B&lt;br /&gt;10. กระดาษลอกลาย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;11. กระดาษขาว – เทา&lt;br /&gt;12. ใยสังเคราะห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ขั้นตอนและวิธีการทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. นำกระดาษขาว-เทา มาตัดลายตามที่ต้องการ เช่น ลายกราฟิก  ลายดอกไม้ ลายผีเสื้อ เป็นต้น (เพื่อเป็นต้นแบบในการตัดผ้า)&lt;br /&gt;2. เลือกผ้าลายหรือผ้าสี ที่ต้องการนำมาประกบกับกระดาษต้นแบบแล้ว   ลอกลายตามแบบลงบนผ้า           &lt;br /&gt;3. ใช้กรรไกรตัดลวดลายตามที่ลอกจากแบบ&lt;br /&gt; 4. เมื่อได้ลวดลายที่ต้องการนำลวดลาย (ในที่นี้จะหมายถึงผีเสื้อ)  ไปวางบนผ้าพื้นที่เตรียมไว้เนาตัวผีเสื้อให้ติดกับผ้าพื้นจำนวนลายผีเสื้อ ตามที่ต้องการ หลังจากนั้นสอยเก็บริมผ้าผีเสื้อแต่ละตัวให้เรียบร้อย&lt;br /&gt; 5. นำชิ้นงานที่ได้มาปักลวดลายเพิ่มเติม  ด้วยเส้นไหมเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของชิ้นงาน เช่น  หนวดผีเสื้อข้อปล้องต่างๆ  นำชิ้นงานมาซักรีดเพื่อลบลอยดินสอที่ขีดร่างต้นแบบ  มาเขียนลายเพิ่มเติมผืนผ้าเพื่อเป็นแนวในการด้นต่อไป   นำผ้าพื้นไปประกบกับเส้นใยโพลีเอสเตอร์  และผ้าพื้นลองหลังเนายึดให้ติดกันทั้ง 3 ชิ้น&lt;br /&gt;6. นำชิ้นงานที่ได้ไปใส่สะดึงเพื่อทำการด้นด้วยด้ายหลากสี (ตามลายที่ลอกตามข้อ 5)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. ประกอบเป็นชิ้นงาน อาทิ ปลอกหมอน ผ้าห่ม กระเป๋า เป็นต้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;contentId=151272&amp;amp;categoryID=585&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-3782227856060268434?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/3782227856060268434/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=3782227856060268434' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3782227856060268434'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/3782227856060268434'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_6927.html' title='แนะนำอาชีพ &quot;ด้นผ้า&quot;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-8271810763452515483</id><published>2011-07-17T01:40:00.001-07:00</published><updated>2011-07-17T01:40:34.459-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'กิมจิสดเพื่อสุขภาพสไตล์ไทย'</title><content type='html'>ในภาวะที่เศรษฐกิจขึ้น ๆ ลง ๆ  การทำมาหากินเป็นไปด้วยความลำบาก    หากย่ำอยู่กับสิ่งเดิมๆ อาจไปไม่รอด   เรื่องการค้าการขายจำเป็นต้องสร้างจุดขาย มีไอเดียแปลกใหม่   และตามกระแสความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลที่ทีม “ช่องทางทำกิน”   นำมาเสนอวันนี้ ก็เป็นไอเดียดีๆ ที่น่าสนใจ กับการทำ-การขาย “กิมจิสด”   ซึ่งเหมาะกับคนรักสุขภาพ&lt;br /&gt;             &lt;br /&gt;“อร-ณัฐมณฑ์  อึ้งโสภาพงษ์”  เจ้าของสูตร “อรเมนูเพื่อสุขภาพ” เล่าให้ฟังว่า  เคยทำงานมาหลายอย่าง  เริ่มจากทำงานประจำ เป็นพนักงานบริษัทขายหัวน้ำหอม   รู้สึกเบื่อก็ลาออกมาทำผ้าบาติกส่งขายตามตลาดน้ำ และชมรมแอโรบิก   และสนใจเข้าอบรมในโครงการต้นกล้าอาชีพเรื่องการแปรรูปผักและผลไม้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “เดิมทีก็ไม่ได้สนใจที่จะทำอาชีพนี้เลย   พอมีปัญหาสุขภาพเลยต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ   เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ชอบกินก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แฟนจะซื้อมาให้กินทุกวัน   เจ้านี้น้ำจิ้มอร่อยมาก ก็อยากทำกินเอง   บอกอาจารย์ที่สอนต้นกล้าอาชีพสอนสูตรการทำน้ำจิ้มให้   แต่ทำแล้วก็ไม่อร่อยเท่าเจ้าที่แฟนซื้อมา พอกระแสอาหารเกาหลีดัง   ก็เลยขอให้อาจารย์สอนการทำกิมจิ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทำจากผัก   และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อมีงานโอทอป ที่เมืองทองธานี   มีการเชิญทางต้นกล้าอาชีพไปออกงาน เราก็เอาพวกมะม่วงแช่อิ่ม  มะม่วงอบแห้ง   กิมจิสด ไปขาย ตอนแรกคิดว่ากิมจิคงขายไม่ค่อยได้ แต่ปรากฏว่ากลับขายดี   หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เราเกิดไอเดียจากกระแสรักสุขภาพ   ลูกค้าจะสนใจมาก ยิ่งช่วงเทศกาลกินเจจะขายดีมาก ๆ” อร-ณัฐมณฑ์เล่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; จากนั้นก็เริ่มทำ “กิมจิสด” ออกขายที่ตลาดนัด กระทรวงสาธารณสุข   ก็ได้รับการตอบรับดีมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นขยายต่อไปในที่ต่าง ๆ    นอกจากนี้คุณอรยังมีอาหารเพื่อสุขภาพอื่น ๆ อีก อาทิ ขาเห็ดหอมคั่วสมุนไพร,   เห็ดสวรรค์, ขาเห็ดหอมปรุงรส, ลูกชิ้นเห็ดหอมหัวบุก, มะขามป้อมแช่อิ่ม,   มะขามป้อมแซบ, ส้มจี๊ด และบ๊วยสามรส&lt;br /&gt;          &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ “กิมจิสด” หลัก ๆ ก็มี... ตาชั่งเล็ก, เครื่องปั่น,   เตาแก๊ส, หม้อสเตนเลส, กะละมังปากกว้าง, ตะกร้า, มีดถาด,เขียง, ทัพพี,   โหลมีฝาปิด, ถุงพลาสติก ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนผสม/วัตถุดิบ หลัก ๆ ก็มี...   ผักกาดขาวปลี  หรือ ผักหางหงษ์, แครอทหัวใหญ่, หัวไชเท้า (หัวผักกาดขาว),   ต้นหอม, ต้นกุยช่าย, กระเทียมปอกเปลือก, ขิงแก่สับ,   พริกชี้ฟ้าแดงทั้งสด-แห้ง, ซอสพริก, ซอสมะเขือเทศ, น้ำตาลทราย,   เกลือเม็ด-เกลือป่น และน้ำสะอาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นตอนการทำ “กิมจิสด”   เริ่มจากล้างผักทุกชนิดให้สะอาดก่อน แล้วนำผักกาดขาวปลีมาผ่าครึ่ง   หั่นตามแนวยาวหยาบๆ ใส่ตะกร้าผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ตามด้วยต้นหอม  กุยช่าย   หั่นเป็นท่อนตามยาวขนาด  2 นิ้ว  ส่วนแครอท  หัวไชเท้า   ปอกเปลือกล้างให้สะอาดแล้วหั่นตามขวาง และหั่นเป็นเส้นอีกครั้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ผสมเกลือเม็ดกับน้ำ คนให้ละลาย   เสร็จแล้วนำผักที่หั่นเตรียมไว้ลงแช่พร้อมกัน ดองน้ำเกลือทิ้งไว้ประมาณ 1   ชั่วโมง  แล้วบีบน้ำเกลือออก ตั้งพักไว้ก่อนในภาชนะที่สะอาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; ต่อไปเป็นขั้นตอนการทำเครื่องปรุงกิมจิ   โดยการนำพริกชี้ฟ้าแห้งมาผ่าเอาเม็ดออก แล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ   นำไปต้มจนนิ่ม เสร็จแล้วก็เอาพริกชี้ฟ้าแห้งที่ได้ลงปั่นพร้อมกับขิงแก่สับ   กระเทียม ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ จนละเอียด    นำเครื่องปรุงที่ปั่นเสร็จแล้วผสมน้ำตาลทราย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขั้นต่อไปเทเครื่อง   ปรุงกิมจิที่ทำเสร็จแล้วลงผสมกับผักที่เตรียมไว้ในภาชนะปากกว้าง   โรยเกลือป่นเพื่อเพิ่มรสชาติ แล้วทำการคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน   เสร็จแล้วนำไปใส่ลงภาชนะปิดมิดชิด หมักไว้นอกตู้เย็น 3 วัน จนมีรสเปรี้ยว   หรือแบ่งใสถุงเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 1 เดือน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; สำหรับราคาขายกิมจิ  ถุงใหญ่ 4 ขีด ราคา 50 บาท  ถุงเล็ก 2 ขีด ราคา  35   บาท มีต้นทุนวัตถุดิบ ไม่รวมทุนเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ไม่เกิน 50% จากราคาขาย&lt;br /&gt;                          &lt;br /&gt; การทำ-การขายอาหารแนวเพื่อสุขภาพนั้น กับ “กิมจิสด” สไตล์ไทย ๆ   นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจ ซึ่งใครอยากติดต่อคุณอร-ณัฐมณฑ์   อยากได้กิมจิสด อาหารพื้นๆ ของเกาหลีแต่สไตล์คนไทย ไปลองลิ้มชิมรส   หรือสั่งไปจำหน่ายต่อเป็น “ช่องทางทำกิน” ในอีกรูปแบบ   ก็ติดต่อสอบถามไปได้ที่ โทร. 08-1805-8055.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=151409&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-8271810763452515483?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/8271810763452515483/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=8271810763452515483' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8271810763452515483'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/8271810763452515483'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_17.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;กิมจิสดเพื่อสุขภาพสไตล์ไทย&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-1735017665553425174</id><published>2011-07-16T00:41:00.000-07:00</published><updated>2011-07-16T00:42:34.502-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'โมจิไส้สตรอเบอรี่'</title><content type='html'>แม้แต่อาหารการกิน ขนม และเครื่องดื่ม ก็จำเป็นจะต้องสร้างจุดขาย  เฟ้นหาความแตกต่าง เพราะนอกจากจะใช้เป็นจุดเรียกความสนใจได้แล้ว  ก็ยังถือเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้อย่างดี อย่างเช่น  ’โมจิไส้สตรอเบอรี่“ อีกหนึ่งไอเดีย ’ช่องทางทำกิน“  ที่จะนำเสนอให้ได้ลองพิจารณากันในวันนี้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หญิง-จุติภัค  ยังโนนตาด” เจ้าของสูตร “โมจิไส้สตรอ  เบอรี่” เล่าว่า  เดิมทีทำงานเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ ต่อมารู้สึกเบื่องานประจำ  จึงพยายามมองหาลู่ทางที่จะหยิบจับทำธุรกิจของตัวเอง ก็เป็นคนชอบทานขนม  และเคยชิมโมจิสดแล้วรู้สึกติดใจในรสชาติ  ประกอบกับได้คำแนะนำจากเพื่อนที่รู้จักกันซึ่งเดินทางมาจากญี่ปุ่น  แนะนำว่าน่าจะลองทำดู จึงตัดสินใจฝึกหัดทดลองทำ  และพยายามปรับสูตรเรื่อยมาจนลงตัว  หลังจากนั้นก็เริ่มทดลองตลาดโดยนำไปฝากให้ผู้ใหญ่ที่รู้จักกันทดลองชิม  ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี เมื่อทำขายจริงก็มียอดสั่งซื้อตลอด  โดยยึดอาชีพนี้มาได้ 2 ปีกว่าแล้ว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“เป็นคนชอบทานขนม  จึงคิดว่าถ้าจะทำอาชีพส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขนม  และพอดีได้รับคำแนะนำจากเพื่อน ๆ บอกว่าน่าจะลองทำดู  เพราะในตลาดนั้นคู่แข่งที่ทำโมจิสดนี้ยังมีน้อยมาก  คนที่อยากจะทานก็ต้องทานในร้านอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น  จึงคิดว่าน่าจะมีช่องว่างให้เราทำได้ ก็จึงลงมือทำ”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เจ้าของสูตรโมจิบอกอีกว่า การผลิตยังเป็นรูปแบบของอุตสาหกรรมในครัวเรือน  ไม่มีหน้าร้าน และทำตามยอดสั่งซื้อจากลูกค้า เพราะเน้นผลิตโมจิแบบวันต่อวัน  โดยจะไม่ทำค้างคืนเก็บไว้  ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีทั้งที่นำไปเป็นของว่างรับแขกในงานเลี้ยง  และมีทั้งที่ซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ  โดยโมจิสดของตนสามารถเก็บไว้นอกตู้เย็นได้ประมาณ 3 วัน  แต่ถ้าแช่ตู้เย็นก็จะสามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 1 สัปดาห์&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สำหรับไส้ขนมโมจิที่ทำอยู่เป็นประจำนั้น ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 12 ไส้ ได้แก่  เผือก, ชาเขียว, ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, งาดำ, พุทรา, กาแฟ, ไดฟุกุ, ทุเรียน,  โมจิสด, วิปปิ้งครีม และ สตรอเบอรี่  โดยเฉพาะอย่างหลังจะได้รับความสนใจค่อนข้างมาก และทำให้ลูกค้าจำยี่ห้อได้ดี  แต่จะทำเฉพาะลูกค้าที่สั่งพิเศษเท่านั้น  เพราะราคาของวัตถุดิบค่อนข้างจะสูงกว่าโมจิไส้อื่น ๆ  ส่วนเหตุผลที่ทำโมจิไส้ผลสตรอเบอรี่นั้น ก็เพราะต้องการ  ฉีกตัวเองออกไปจากตลาดคู่แข่ง และต้องการให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้  โดยใช้สตรอเบอรี่ 1 ผล ต่อโมจิ 1 ลูก ราคาขายคือ 30 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ทุนเบื้องต้นอาชีพนี้ ใช้เงินทุนประมาณ 30,000 บาท  ส่วนใหญ่เป็นค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ ขณะที่ทุนวัตถุดิบ อยู่ที่ประมาณ 50%  จากราคาขาย ที่เริ่มต้นลูกละ 12 บาท ไปจนถึง 30 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำ ประกอบด้วย เครื่องตีแป้ง, แม่พิมพ์กดลายโมจิ,  ภาชนะและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ในงานเบเกอรี่ สำหรับส่วนผสม  ถ้าใช้แป้งผสมสำเร็จรูป 1 กิโลกรัม จะใช้แบะแซ 1 กิโลกรัม, ถั่วแดงกวน 2  กิโลกรัม, น้ำสะอาด 900 กรัม, สีผสมอาหาร, กลิ่นสังเคราะห์, ผงไอซ์ซิ่ง  และผลสตรอเบอรี่ 100 ลูก โดยสูตรนี้ทำโมจิได้ราว 100 ลูก&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ เริ่มจากนำแบะแซผสมรวมกับน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ในภาชนะ  ต้มด้วยไฟกลาง ๆ และคนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมละลายตัว  จากนั้นเติมสีและกลิ่นผสมอาหารที่เตรียมไว้ตามต้องการ คนต่อไปให้เข้ากัน  เมื่อส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวแล้วให้ทำการเทแป้งลงในน้ำที่ผสมเสร็จ  จากนั้นหรี่ไฟลงเล็กน้อย หรือใช้ไฟอ่อน ๆ ทำการคนแป้งให้เข้ากัน  หรือกวนจนแป้งสุก ร่อน ไม่ติดหม้อ โดยต้องกวนให้ทั่ว ๆ  หลังจากดูว่าส่วนผสมเข้าเนื้อกันดีแล้ว จึงนำมาเทออกใส่ภาชนะหรือถาด  ทิ้งไว้ให้อุ่นพอปั้นได้ จากนั้นทำการนวดแป้งด้วยมืออีกครั้ง  แล้วพักเตรียมไว้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับไส้สตรอเบอรี่นั้น  จะห่อผลสตรอเบอรี่ด้วยถั่วแดงชั้นหนึ่งก่อน การทำไส้ถั่วแดง  ก็นำถั่วแดงที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วแช่น้ำ  แล้วนำมาปั่นละเอียดด้วยเครื่องปั่น จากนั้นนำไปผสมน้ำเทใส่ลงหม้อต้ม  ใช้ไม้พายคนหรือกวนไปเรื่อย ๆ บนไฟอ่อน เติมรสตามชอบ  เมื่อกวนจนไส้ถั่วแดงเหนียวได้ที่  ก็ตักพักไว้ในภาชนะเพื่อรอให้เย็นหรือเซตตัว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; มาถึงขั้นตอนการปั้น ใช้ช้อนตักแป้งที่เตรียมไว้ออกมา ปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ  แล้วนำถั่วแดงมาหุ้มผลสตรอเบอรี่ที่เตรียมไว้  จากนั้นนำแป้งโมจิที่ปั้นไว้แผ่ออกและค่อย ๆ  หุ้มลงบนผลสตรอเบอรี่ที่พอกด้วยถั่วแดง  แล้วจึงปั้นหรือจัดแป้งให้เป็นรูปทรงกลม นำไปเข้าแม่พิมพ์เพื่อกดลาย  (ในกรณีที่ไม่ต้องการกดลายบนขนมโมจิ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไป)  เมื่อได้แล้วก็ให้นำไปคลุกผงไอซ์ซิ่ง จากนั้นบรรจุลงบรรจุภัณฑ์  เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;“ขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อนมาก  แต่ก็ต้องใช้เวลา โดยจุดเด่นของโมจิสดคือ ความเหนียวนุ่มของแป้ง”  เจ้าของสูตรโมจิสดไส้ผลสตรอเบอรี่กล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนใจ  ’โมจิสดไส้สตรอเบอรี่“ ต้องการติดต่อ หญิง-จุติภัค ติดต่อได้ที่ เลขที่  88/15 ถนนเลียบทางด่วนวงแหวนประชาอุทิศ ทุ่งครุ กรุงเทพฯ โทร.  08-7455-3351, 08-1557-2421 ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกกรณีศึกษา  อีกไอเดียเกี่ยวกับอาชีพค้าขายอาหารการกิน  ที่พลิกแพลงดัดแปลงเพื่อสร้างจุดน่าสนใจ...ได้อย่างน่าสนใจ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=151240&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-1735017665553425174?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/1735017665553425174/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=1735017665553425174' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/1735017665553425174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/1735017665553425174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_16.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;โมจิไส้สตรอเบอรี่&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-4080211605933654776</id><published>2011-07-12T02:30:00.000-07:00</published><updated>2011-07-14T18:27:29.789-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ"สร้างรายได้จากแผ่นซีดีที่ไม่ใช้ "</title><content type='html'>จากการที่บทความ &lt;a href="http://ptcadvertising.blogspot.com/2010/07/blog-post_5795.html"&gt;แนะนำอาชีพ"ทำโคมไฟจากแผ่นซีดีที่ไม่ใช้ " &lt;/a&gt;เป็นบทความที่มีผู้คนเข้ามาอ่านมากที่สุด ผมก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นซิดี ที่ไม่ได้ใช้แล้วสามารถเอามาทำอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-aKCboabTB1k/Th-XKQLL98I/AAAAAAAAADk/p3ePXAI24gU/s320/Picture1-007.gif" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5629384261632784322" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ลองค้นหาข้อมูลดูว่าแผ่น cd ที่ไม่ได้ใช้แล้วเขาเอามาใช้ทำอะไรได้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 นำเอามาแขวนไล่นก ไล่แมลงวัน เช่นแขวนไว้ในท้องนา ในบ่อปล่า ในที่มีแมลงเยอะๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 นำเอามาทำเป็นโมบาย มูลี่กั้นห้อง พื้นหลังของกรอบรูป ประดับผนังห้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3 นำมาติดท้ายรถ ท้ายสัตว์ เพื่อใช้ในการสะท้อนแสงในตอนการคืนเพื่อป้องกันการดดยชนท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4 นำมาตัดเป็นสิ้นเล็กๆ จากนั้นก็เจาะให้เป็นรูแล้วร้อยเป็นกระเป๋า ผ้าปูโต๊ะ ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. นำมาทำเป็นกล่องทิชชู่ หรือ ถังขยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. นำมาทำเป็นที่ว่างโทรศัพท์มือถือก็&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากที่ผมได้นำเสนอมาทั้ง 6 ข้อ นั้นเป็นข้อมูลที่ผมหามาได้เพื่อเป็นแนวความคิดสำหรับการพัฒนาให้เป็นแบบของเราเอง จะสามารถสร้างรายได้ให้เรามากเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี่ยวจะหาข้อมูลมาเขียนโดยละเอียดให้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-4080211605933654776?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/4080211605933654776/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=4080211605933654776' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4080211605933654776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/4080211605933654776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_12.html' title='แนะนำอาชีพ&quot;สร้างรายได้จากแผ่นซีดีที่ไม่ใช้ &quot;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-aKCboabTB1k/Th-XKQLL98I/AAAAAAAAADk/p3ePXAI24gU/s72-c/Picture1-007.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-9103390933258779588</id><published>2011-07-09T17:30:00.000-07:00</published><updated>2011-07-09T17:31:54.859-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'ไส้อั่วหน่อกะลา'</title><content type='html'>&lt;p&gt;“ไส้อั่ว” อาหารท้องถิ่นของภาคเหนือที่มีขายกันทั่วไป  หากมีการประยุกต์สร้างจุดขายให้แปลกแตกต่างออกไป  ก็สามารถสร้างจุดขายให้มีลักษณะเด่นยิ่งขึ้น  กลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่สร้างอาชีพ-สร้างรายได้ได้อย่างดี อย่าง  “ไส้อั่วหน่อกะลา” สินค้าโอทอป จ.นนทบุรี นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษา  “ช่องทางทำกิน” ที่น่าพิจารณา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงใจ แสงงามปลั่ง  ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปไส้อั่วสวนนนท์  เผยไว้เมื่อตอนนำสินค้าร่วมแสดงในงานกาชาด จ.นนทบุรี เมื่อปลายเดือน มิ.ย.  ที่ผ่านมาว่า เป็นคนภูมิลำเนา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี  หลังเรียนจบก็ไปทำงานที่เชียงใหม่กับลำพูนประมาณ 3–4 ปี และแต่งงานที่นั่น  ภายหลังก็คิดอยากกลับบ้านเกิด  เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็ได้นำอาชีพทำไส้อั่วขายมาศึกษา  เพราะครอบครัวของสามีมีอาชีพทำไส้อั่วขายอยู่แล้ว ซึ่งไส้อั่ว แคบหมู  สำหรับคนเชียงใหม่นั้นถือเป็นอาหารพื้นบ้าน และตนเองได้เริ่มทำไส้อั่วเมื่อ  15 ปีที่แล้ว แต่เมื่อมาอยู่ที่ จ.นนทบุรี  เหมือนเริ่มต้นใหม่จากที่สามีเคยทำ  ซึ่งสมัยนั้นการทำไส้อั่วขายไม่ค่อยมีคู่แข่ง ถ้ามีก็มีน้อยมาก  โดยตนเองก็ได้ลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไส้อั่วที่ทำช่วงเริ่มต้นมี  2 แบบ คือ ไส้อั่วหมู ไส้อั่วปลา ต่อมาเพิ่ม ไส้อั่วหน่อกะลา ด้วย  เพื่อสื่อความหมาย จ.นนทบุรี  เพราะหน่อกะลาเป็นพืชสมุนไพรของเกาะเกร็ดที่มีแห่งเดียวในนนทบุรี  จึงนำมาใส่เพื่อประยุกต์ และให้เป็นสินค้าของนนทบุรี  ส่วนการพัฒนาวัตถุดิบอื่น คือใช้ตะโพกหมูล้วน ๆ ในการทำไส้อั่ว  ไม่ใช้เศษหมู และวัตถุดิบที่สำคัญคือมันหมู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นอกจากนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบ จากที่เป็นวงใหญ่ ๆ กลายเป็นขดกลม ๆ  ที่มีขนาดเล็กหน่อย เป็นในลักษณะค่อนข้างครึ่งวงกลม  เพื่อจะช่วยเรื่องยอดจำหน่าย ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น  จึงคิดริเริ่มทำให้ขนาดเล็กลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงใจบอกอีกว่า  สำหรับสูตรการทำไส้อั่วหมูกับไส้อั่วปลา ก็ไม่ได้ต่างกันมาก  เพียงแต่บางคนชอบกินปลาเพราะมันจะนุ่มกว่าหมู  ปลาที่ใช้ก็จะเป็นปลากรายกับปลายี่สก  ถ้าใช้ปลากรายอย่างเดียวต้นทุนจะสูงมาก จึงนำปลาน้ำจืดชนิดอื่นมาผสมด้วย  สาเหตุที่ต้องเป็นปลาน้ำจืด เพราะหากนำปลาน้ำเค็มมาผสมจะทำให้มีกลิ่นคาว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำก็มี เครื่องบดหมู เครื่องตีผสม เครื่องสุญญากาศ  กะละมัง ทัพพี ถังน้ำ หม้อนึ่ง เครื่องบดพริก เตาแก๊ส กระทะ ฯลฯ  ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ก็มี หมูสันนอก มันแข็ง ไส้หมู น้ำพริกแกง ซอสปรุงรส  ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ผักชี ต้นหอม ใบมะกรูด และหน่อกะลา  ซึ่งวัตถุดิบในการทำไส้อั่วหมูหน่อกะลา 10 กิโลกรัม จะมีดังนี้คือ  หมูสันนอก 8 กิโลกรัม, มันหมูแข็ง 2 กิโลกรัม, หน่อกะลา 1-2 กิโลกรัม,  พริกแกง 2.5 กิโลกรัม โดยเครื่องปรุงพริกแกงก็มี พริกแดงแห้งเม็ดใหญ่ 500  กรัม, หอมแดง 500 กรัม, กระเทียม 300 กรัม, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ, ตะไคร้ 1  กิโลกรัม (ซอยเอาแต่เนื้ออ่อน ๆ)&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ส่วนผสมเครื่องปรุงรส ก็มี  ซีอิ๊วขาว 500 ซีซี., น้ำตาลทราย 300 กรัม, ผงปรุงรสรสหมู 300 กรัม  และส่วนผสมอื่น ๆ ก็คือ ใบมะกรูด, ผักชี, ต้นหอม อย่างละพอประมาณ  หากชอบสมุนไพรก็ใส่ใบโหระพาหรือผักชีฝรั่งเพิ่มได้&lt;/p&gt; วิธีทำ  นำเครื่องปรุงพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม กะปิ และตะไคร้  มาตำหรือบดรวมกันให้ละเอียด ก็จะได้เป็นพริกแกง จากนั้นนำหมู และมันหมู  มาบดรวมกัน ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย ผงปรุงรสรสหมู ใบมะกรูด ผักชีและต้นหอม  คลุกรวมกัน เสร็จแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน  กรอกส่วนผสมทั้งหมดลงไปในไส้หมูที่กว้าง 1 นิ้วครึ่ง ยาว 7 นิ้ว  โดยใช้เครื่องบดน้ำพริกในการบรรจุ  (ตัวเครื่องสามารถใส่กรวยเพื่อกรอกไส้อั่วได้)  เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงมัดปลายทั้ง 2 ข้างโดยการบิดไส้หมูให้เป็นเกลียว  เสร็จแล้วนำไปนึ่งให้สุก และนำไปผึ่งให้แห้ง การทำเป็นไส้อั่วหน่อกะลา  ก็นำหน่อกะลามาซอยและผสมลงไปด้วย ปริมาณ 2 กิโลกรัม  ถ้าไม่ชอบหน่อกะลามากก็ให้ใส่แค่ประมาณ 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ขั้นตอนสุดท้าย ใส่ถุงเก็บไว้ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง ซึ่งระยะเวลาของการเก็บรักษานั้น จะเก็บไว้ได้ประมาณ 1 เดือน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ดวงใจบอกเคล็ดลับเพิ่มเติมว่า การทำไส้อั่ว ต้องหนักตะไคร้ และใบมะกรูด  เพราะกลิ่นมันจะหอม ส่วนในการทำไส้อั่วปลา ก็จะลดปริมาณหมู คือจะใช้ปลา 5  กิโลกรัม และหมู 3 กิโลกรัม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;สำหรับราคาขายไส้อั่วเจ้านี้ จะขายขีดละ 30 บาท หรือกิโลกรัมละ 300 บาท โดยมีต้นทุนราว 200 บาทขึ้นไป&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; สนใจเรื่อง “ไส้อั่วหน่อกะลา” ติดต่อ ดวงใจ แสงงามปลั่ง ติดต่อได้ที่  92/41 หมู่ 9 บางเลน ซอย 10 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ต.บางเลน อ.บางใหญ่  จ.นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 08-9660-0768 และ 08-1869-4780.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=525&amp;amp;contentId=150035&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-9103390933258779588?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/9103390933258779588/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=9103390933258779588' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/9103390933258779588'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/9103390933258779588'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_2287.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;ไส้อั่วหน่อกะลา&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-6817302638562085924</id><published>2011-07-09T02:41:00.000-07:00</published><updated>2011-07-09T02:44:47.490-07:00</updated><title type='text'>แนะนำอาชีพ 'กระดานติดแม่เหล็ก'</title><content type='html'>งานประดิษฐ์งานแฮนด์เมดเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าหลายกลุ่ม  ยิ่งถ้ารู้จักพลิกแพลงสร้างสรรค์ใส่ไอเดีย คิดงานที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง  แม้จะไม่ใช่งานใหม่ แต่ก็จะเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  อาจสามารถจำหน่ายสร้างรายได้ได้น่าสนใจอย่างงาน  ’กระดานติดแม่เหล็กกรอบไม้สัก’ ที่ทีม ’ช่องทางทำกิน“ มีข้อมูลมานำเสนอ...&lt;br /&gt;                          &lt;br /&gt; หนาว-วิทธวัช คาดบัว ร่วมกับพี่ชาย สร้างสรรค์  “กระดานติดแม่เหล็กกรอบไม้สัก” ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “the magnet”  โดยเจ้าของความคิด-เจ้าของผลงานเล่าว่าเรียนจบมาทางด้านรัฐศาสตร์  หลังจากจบก็ทำงานมาหลายที่ จนปัจจุบันทำงานเอกสารอยู่ที่ศาลอาญา  ส่วนงานกระดานติดแม่เหล็กนี้ทำเป็นอาชีพเสริม ซึ่งเริ่มทำมาได้ประมาณ 3-4  เดือน ก็ถือว่าได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าหลากหลายกลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “การที่มาทำงานกระดานติดแม่เหล็กตัวนี้  เกิดมาจากการที่ได้ไปเดินตามตลาดนัดขายสินค้าหลายๆ ที่  ก็มักจะเห็นงานที่เป็นกระดานโลหะมีสติกเกอร์ติด ดูแล้วเป็นงานธรรมดา  ผมก็คิดว่าน่าจะทำงานออกมาได้ดีกว่า  จึงมีความคิดที่จะทำงานกระดานติดแม่เหล็กที่ออกแบบเองให้ดูสวยงามและเป็น เอกลักษณ์ของตัวเองไม่เหมือนใคร  จึงปรึกษาพี่ชายว่าจะทำงานออกมาเป็นแบบไหนดี  จนได้งานกระดานติดแม่เหล็กกรอบไม้สัก  ที่ใช้ไม้สักมาทำก็เพราะมีความรู้ความชำนาญในด้านงานไม้  ที่สำคัญไม้สักนั้นมีความสวยงามของลายไม้ในตัว ดูมีคุณค่ามีราคา  มีความทนทานด้วย&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; แต่กว่าที่จะได้รูปแบบงานและวัสดุในการทำที่ลงตัวอย่างที่ต้องการ  ก็ต้องใช้เวลาทดลองทำอยู่นาน ตอนแรกเริ่มทดลองทำจากอันเล็กก่อน  ก็จะเป็นกระดานติดสติกเกอร์สี  แต่เวลาติดแม่เหล็กแล้วเลื่อนไปมาทำให้สติกเกอร์เป็นรอย ไม่สวย  จากนั้นก็ลองนำแผ่นพลาสติกมาวางทับ ก็ดูหนาเกินไป ไม่สวยงาม  จนสุดท้ายมาใช้ผ้าแทน จึงได้งานที่ลงตัว”&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; หลังจากได้ผลงานที่ถูกใจก็ผลิตงานออกจำหน่าย  โดยเริ่มจากลงประกาศขายในอินเทอร์เน็ตและก็ขายให้กับเพื่อนๆ  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดี ก็เริ่มทำงานชิ้นใหญ่หลายไซซ์มากขึ้น จนมีทั้งไซซ์  S-M-L-XL-JUMBO โดยมีขนาด...14x16 ซม.-14x20 ซม.-20x20 ซม.-30x40 ซม.  -25x50 ซม. และ 95x45 ซม.&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;นอกจากขายในอินเทอร์เน็ตแล้ว  ก็นำงานออกขายเองตามตลาดงานแฮนด์เมดต่าง ๆ หลายที่ ซึ่งเจ้าของงานบอกว่า  การที่ต้องเปลี่ยนตลาดขายไปเรื่อย ๆ  ก็เพราะต้องการที่จะขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น  ถ้าขายอยู่ที่เดียวก็จะได้กลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียว&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานดังกล่าวนี้หลักๆ ก็มี... ไม้สัก, ผ้า, แผ่นสังกะสี,  กาวร้อน, กระดาษทราย, แผ่นไม้อัด, แม่เหล็กแบบแบนทรงกลม, แล็กเกอร์ ฯลฯ&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ไม้สักนั้นจะใช้เป็นเศษไม้ที่หาซื้อได้จากโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์  ส่วนผ้าที่ใช้จะใช้ผ้าไหม ผ้าสักหลาด หรือผ้าชนิดอื่นๆ ก็ได้หลากหลาย  แต่จะต้องเลือกสีและลวดลายของผ้าให้สวยงาม&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; ขั้นตอนการทำ...เริ่มจากเลือกไม้ที่จะนำมาทำ  เพราะเป็นเศษไม้จึงต้องเลือกดูว่าจะทำไซซ์ไหนได้  หลังจากที่ได้ไม้ที่ต้องการก็ทำการตัดไม้ทำเป็นกรอบตามขนาดไซซ์ที่ต้องการ  ให้ขอบของกรอบรูปกว้างประมาณ 2  ซม.จากนั้นก็ทำการขัดไม้ด้วยเครื่องขัดแบบหยาบ  แล้วนำมาขัดมือด้วยกระดาษทรายละเอียดอีกรอบ ขัดลบคมลบเหลี่ยมให้หมด  ขัดไปจนเนื้อไม้เรียบ ลายไม้ขึ้นเห็นชัดเจน&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; เมื่อทำการขัดกรอบไม้ที่ตัดมาเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการประกอบไม้ให้เป็นกรอบ  ยึดให้แน่นด้วยกาวร้อนสำหรับติดไม้  เมื่อกาวแห้งสนิทแล้วก็ทำการขัดให้เรียบด้วยกระดาษทรายอีกหนึ่งรอบ  จากนั้นก็ทาแล็กเกอร์ไปหนึ่งรอบ  พอแล็กเกอร์แห้งก็ใช้กระดาษทรายขัดอีกหนึ่งรอบให้ผิวไม้เรียบ  ทำการลงแล็กเกอร์ชนิดเงาอีกรอบ พอแห้งก็ขัดด้วยกระดาษทรายอีกรอบ  จากนั้นก็ลงด้วยแล็กเกอร์ชนิดด้าน รอจนแห้ง ก็จะได้กรอบรูปเรียบร้อย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt; ขั้นตอนต่อไป นำแผ่นสังกะสีมาทำการตัดให้ได้ขนาดพอดีที่จะใส่ในกรอบไม้ได้  แล้วก็เลือกผ้าเลือกลายและสีที่ต้องการนำมาตัดให้ได้ขนาดเท่ากับแผ่นสังกะสี  นำผ้าไปติดบนแผ่นสังกะสี ยึดด้วยกาวร้อนให้แน่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; จากนั้นให้นำแผ่นสังกะสีที่ติดผ้าแล้วไปใส่ในกรอบรูปที่ทำไว้  โดยวางให้ด้านที่ติดผ้าออกด้านหน้ากรอบรูป  ตัดแผ่นไม้อัดให้ได้ขนาดเท่ากรอบรูป นำมาทำการปิดด้านหลังกรอบรูป  แล้วใช้ไม้ยึดติดขอบด้านหลังทั้งสี่ด้านให้แน่นด้วยกาว  ทำการตกแต่งเก็บรายละเอียดให้เรียบร้อย  สุดท้ายจะติดเป็นตัวแขวนหรือทำขาตั้งก็ได้ ตามไอเดีย-ดีไซน์ของผู้ทำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt; หนาวบอกต่อว่า  สำหรับตัวแม่เหล็กนั้นใช้วิธีการไปเลือกซื้องานไม้ที่ทำเป็นรูปการ์ตูน  รูปสัตว์ รูปดอกไม้ หรือรูปต่าง ๆ ที่ดูน่ารักสีสันสดใส เป็นงานชิ้นเล็ก  นำมาทำการติดแม่เหล็กแบบแบนทรงกลมไว้ด้านหลัง ยึดด้วยกาวซิลิโคน  เท่านี้ก็ได้แม่เหล็กไว้เป็นของแถมให้ลูกค้าที่ซื้อกระดานติดแม่เหล็ก  โดยจะแถมตามขนาดของกระดาน ไซซ์ S ให้ 3 ตัว, M ให้ 4 ตัว, L ให้ 5 ตัว, XL  ให้ 8 ตัว, JUMBO ให้ 20 ตัว หรือถ้าลูกค้าจะซื้อเพิ่มก็ขายตัวละ 10 บาท&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; “กระดานติดแม่เหล็กกรอบไม้สัก” ผลงานของหนาว มีทั้งแบบขาตั้ง และแบบแขวน  มีราคาขายตามไซซ์ของกระดาน ตั้งแต่ 150-200-250-350 บาท ขึ้นไปจนถึง 800  บาท โดยมีต้นทุนวัสดุประมาณ 60% ของราคา&lt;br /&gt;                         &lt;br /&gt; ใครสนใจ ’กระดานติดแม่เหล็กกรอบไม้สัก“ ของหนาว  ต้องการสั่งออร์เดอร์ไปจำหน่าย ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์  08-4669-9020, 08-4669-9505 หรือเข้าไปดูงานได้ที่  www.shoppingmall.co.th/themagnet&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;amp;categoryId=497&amp;amp;contentId=149851&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1766065616661975021-6817302638562085924?l=ptcadvertising.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/feeds/6817302638562085924/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1766065616661975021&amp;postID=6817302638562085924' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/6817302638562085924'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1766065616661975021/posts/default/6817302638562085924'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/07/blog-post_09.html' title='แนะนำอาชีพ &apos;กระดานติดแม่เหล็ก&apos;'/><author><name>kakal</name><uri>http://www.blogger.com/profile/12705207065781338402</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1766065616661975021.post-3465123069256305650</id><published>2011-07-03T05:52:00.000-07:00</published><updated>2011-07-03T05:57:21.424-07:00</updated><title type='text'>อนะนำอาชีพ “พายมะพร้าวอ่อน”</title><content type='html'>&lt;div class="content_txt"&gt; &lt;p&gt;แม้ปัจจุบันจะมีผู้ทำอาชีพ-ทำธุรกิจเกี่ยวกับ เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก คุกกี้ จำนวนมาก แต่ตลาดก็ยังมีช่องว่าง  ซึ่งขนมประเภทนี้ยังขายได้ ยังเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบัน ด้วยความอร่อย  ราคาไม่แพง รูปร่างหน้าตาน่ารับประทาน มีให้เลือกหลากหลายชนิด อาทิ  ขนมปังหน้า&lt;br /&gt;ต่าง ๆ สารพัดไส้ บราวนี่ เค้ก คุกกี้ พาย ฯลฯ และวันนี้  “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลและสูตรการทำ “พายมะพร้าวอ่อน” จำหน่าย  มานำเสนอให้กับผู้กำลังมองหาอาชีพ ได้ลองพิจารณากันดู...&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt; นารีรัตน์ สุขุมาลจันทร์ หรือ “ป้าแดง” ซึ่งทำเบเกอรี่ส่งขาย  เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของอาชีพนี้ว่า  พลิกผันชีวิตตัวเองจากเป็นแม่บ้านดูแลสามีและลูก ๆ อยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม  หันมาทำเบเกอรี่ขาย สืบเนื่องเพราะสามีมีอาชีพรับราชการเป็นนายตำรวจ  มักมีแขกแวะเวียนมาที่บ้านเป็นประจำ ในฐานะแม่บ้านจึงต้องทำ ต้องสรรหาอาหาร  ขนม อาหารว่างอร่อย ๆ ไว้ต้อนรับแขก ซึ่งก็มักจะได้รับคำชมจากแข
